VDO

วิธีทำความสะอาดและบำรุงผิวให้เหมาะสมกับลักษณะของผิวอีกด้วย

1.ผิวธรรมดา ควรทำความสะอาดด้วยน้ำเปล่า ตามด้วยโลชั่นอ่อน ๆ และใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำทุกครั้งหลังอาบน้ำหรือล้างหน้า
2.ผิวมัน มักเกิดปัญหารูขุมขนที่กว้างกว่าผิวชนิดอื่น ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนจนเป็นปัญหาสิว หรือรูขุมขนอักเสบ จึงควรทำความสะอาดด้วยโลชั่นลดความมัน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นครีมเนื้อบาง ไม่เหนียวเหนอะหนะ
3.ผิวแห้ง มีปัญหาความตึงของผิวหลังอาบน้ำและล้างหน้า บางครั้งมักพบอาการผิวหลุดลอกเป็นขุย หรือรูขุมขนอักเสบ หลังจากทำความสะอาดแล้วจึงควรใช้ครีมรองพื้นก่อน แล้วจึงตามด้วยครีมบำรุงผิวเป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื่นของชั้นผิว
4.ผิวผสม มักพบปัญหาความมันบริเวณที - โซน (หน้า จมูก คาง) แต่บริเวณแก้มเป็นผิวแห้ง จึงต้องมีวิธีดูแลเป็นพิเศษกว่าผิวชนิดอื่น ควรทำความสะอาดบริเวณที - โซน ตามด้วยโลชั่นลดความมันและครีมบำรุงแบบเนื้อบาง ส่วนบริเวณแก้มควรใช้ครีมบำรุงผิวเป็น

ความรู้เกี่ยวกับรองพื้น

เนื่องจาก รองพื้นหรือที่ทำเป็นเรียกกิ๊บเก๋เป็นภาษาอังกฤษว่า Foundation นั้น เป็นสิ่งที่อยู่บนผิวหน้าเราตลอดวัน และเป็นสิ่งที่ทำให้การแต่งหน้าทั้งหมดของเรา สวย หรือ โทรม ได้ ถ้ารองพื้นใช้ไม่ดี ไม่เข้ากับผิวต่อให้แต่งสีดีอย่างไรก็เหมือนเอาหน้ากากมาครอบหน้าไว้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การใช้รองพื้นไม่ได้ยากอย่างที่ใครๆคิดกัน ลองมาเริ่มที่ปัญหากันก่อนนะคะ

ปัญหาที่ทำให้รองพื้นเหมือนใส่หน้ากาก
1 เลือกรองพื้นไม่เหมาะสมกับผิว ไม่ว่าจะในแง่ของสี หรือเนื้อของรองพื้น
2 ใช้อุปกรณ์ที่ตนเองไม่ถนัด
3 ตอนแต่งหน้าแต่งในแสงที่ไม่เหมือนแสงธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้พอออกไปนอกบ้านแล้วเห็นว่าลงรองพื้นน่ะค่ะ
4 ใจร้อนรีบๆปาดๆๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคนที่ใช้รองพื้นแบบใหม่คือ จากน้ำ หรือโลชั่น ทาๆไปแล้วกลายเป็นแป้ง รองพื้นแบบนี้ใช้แล้วรีบไม่ได้นะคะ รีบแล้วจะกลายเป็นปื้นๆน่าเกลียด

ข้อ 3-4 แก้ได้ไม่ยาก เรื่องของแสงและเวลา วันนี้วันหยุด ลองนั่งข้างหน้าต่างแสงแดดดีๆ แล้วแต่งแบบไม่รีบร้อนดูนะคะ น่าจะทำได้เนียนดี
ทีนี้ก่อนจะเขียนถึงวิธีใช้รองพื้น ก็ต้องมาดูว่าจะเลือกกันอย่างไร และอุปกรณ์อะไรบ้างที่ควรมี มาเริ่มกันที่รองพื้นก่อนก็แล้วกันนะคะ

ชนิดของรองพื้นแบบต่างๆ และความเหมาะสมกับผิวแต่ละประเภทรองพื้นแบ่งคร่าวๆเป็น 3 กลุ่ม
1 รองพื้นน้ำ แบ่งย่อยเป็นสองชนิดคร่าวๆ
-มีทั้งแบบที่ไม่ปกปิดมากเท่าไหร่ และเป็นแค่ครีมบำรุงผสมรองพื้น (tinted moisturizer)
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง และควรเป็นคนที่ผิวค่อนข้างสวยแบบฉันจะอวดผิว ว่างั้นเถอะ
• จุดประสงค์: - ทำให้ผิวสีเท่ากันโดยไม่ได้ปกปิดอะไรมากมาย
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - มือค่ะมือสะอาดๆ
-แบบที่เป็นรองพื้นปกปิดได้มากหน่อย แต่ก็ไม่มากเท่าแบบครีม ก็คือ รองพื้นน้ำแบบปกติ (liquid foundation)
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดา และผิวผสม ใครๆก็ใช้ได้ ถ้าผิวมันก็ให้มองหารองพื้นชนิดนี้แหละค่ะ แต่ว่าให้ใช้แบบ oil-free นะคะ เพราะว่ามันน้อยหน่อย และเนื้อรองพื้นกำลังเหมาะกับคนผิวมัน รองพื้นแบบนี้จะปกปิดมากขึ้นมาหน่อยเมื่อเทียบกับมอสเจอร์ไรเซอร์ผสมรองพื้น
• จุดประสงค์: - ต้องการการปกปิดเล็กน้อยถึงปานกลางและจะทำให้ผิวเนียนเป็นครีมๆ แบบsatin finish
• เครื่องมือที่เหมาะสม: -แปรงทารองพื้น หรือฟองน้ำก็ได้ค่ะ ถ้าเอาทำให้เปียกน้ำนิดๆ ผลที่ได้ออกมาจะทำให้รองพื้นบางเบาลงไปอีก แต่ว่าอย่าลืมว่ารองพื้นบางเบาลงก็จะปกปิดได้น้อยลงนะคะ ถ้าใครถนัดมือก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าอาจจะได้ออกมาแล้วหนาไปสักนิด

2 รองพื้นแบบครีม แบ่งย่อยเป็นสองชนิดตามความเข้มข้นของตัวรองพื้น
-แบบมาในตลับ หรือ cream compact foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดา ค่อนข้างแห้ง หรือว่าคนที่อยู่ในประเทศที่อากาศแห้งๆ
• จุดประสงค์: - ใช้ปกปิดสำหรับผิวที่ต้องการการปกปิดปานกลาง เวลาทาเสร็จแล้วจะได้ dewy finish หน้าเนียนๆฉ่ำนิดๆ ถ้าทาแป้งทับก็จะได้หน้าแบบ matte
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ หรือแปรงทารองพื้นค่ะ
-แบบที่มาเป็นแท่งๆ หรือ Stick foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดาค่อนข้างแห้ง หรือผิวแห้ง
• จุดประสงค์: - สามารถใช้เป็นคอนซีลเลอร์ได้ด้วย ปกปิดมากกว่าแบบอื่นๆ ทาแล้วได้ผลเป็น dewy finish หรือ matte แล้วแต่ว่าจะทาแป้งทับหรือไม่
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ, แปรงทารองพื้น, แปรงทารองพื้นขนาดเล็ก (เอาไว้ใช้แทนคอนซีลเลอร์ได้นี่นา) และมือค่ะ แต่ว่ามือจะใช้เมื่อรองพื้นลงไปอยู่บนหน้าแล้วก็จะเอามือเกลี่ยนั่นแหละ

3 รองพื้นแบบแป้ง และแบบผสม
-รองพื้นแบบแป้ง หรือ Powder foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ใช้ได้กับผิวทุกประเภท แต่ว่าคนผิวแห้งมากใช้ไปแล้วอาจจะทำให้ผิวดูยิ่งแห้งหนักเข้าไปอีก ใช้น้อยๆอย่าทาหลายชั้นก็จะไม่เป็นไรค่ะ
• จุดประสงค์: - แป้งผสมรองพื้นใช้ได้ง่าย ใช้ได้สะดวก ใครๆก็ใช้ได้ไม่ต้องอาศัยฝีมือเลย ข้อดีคือปกปิดได้ค่อนข้างมาก แต่ถ้าทามากไปอาจจะดูหนาไปได้ และสีมันจะค่อนข้าง flat (แบนๆน่ะค่ะ) ไม่มีมิติ
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ หรือแปรงปัดแป้ง (ไม่ใช่แปรงทารองพื้นนะคะ
-รองพื้นแบบผสม หรือรองพื้นแบบใหม่ที่ จากครีมเป็นแป้งน่ะค่ะ cream to powder foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ใช้ได้กับทุกผิว
• จุดประสงค์: - สะดวกใช้ได้ง่ายในยามรีบเร่ง แต่ว่าข้อดีข้อเสียก็เหมือนแบบแป้งผสมรองพื้นเลยค่ะ และสีไม่ค่อยมีมิติ ที่แย่กว่าแบบแป้งผสมรองพื้นก็คือ รองพื้นแบบ cream to powder ซึ่งควรจะทาได้ง่ายน่ะ จริงๆแล้วไม่ง่ายอย่างที่คิดและก็รีบๆทาไม่ได้ด้วยค่ะ เนื่องจากยิ่งรีบยิ่งเป็นปื้นๆ
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ, แปรงทารองพื้น, และนิ้วที่สะอาดเนียนนิ่มๆ
ปัญหาปกติที่พบมากคือ รองพื้นที่ซื้อมาตอนลองที่ห้างก็ตรงกับผิวดี พอกลับมาบ้านอ้าวไหงสีไม่ตรงกับหน้า

วิธีแก้ก็ง่ายๆค่ะตอนซื้อรองพื้น อย่าเพิ่งซื้อเพราะบีเอบังคับ ให้บีเอลองรองพื้นให้สักสี่สี ข้างละสองสี ตรงบริเวณกราม บอกว่าไม่ต้องทาทั้งหน้าหรอก แค่ลองสักสองสีต่อข้าง หรือว่าแก้มข้างละสีก็ได้ แต่ว่าแค่ทาตรงกรามน่ะ (แบบในรูป) แล้วเดินไปตรงที่มีแดดมากสักหน่อย ใกล้หน้าต่าง หรือออกมานอกห้างเลยได้ยิ่งดี แล้วดูว่าสีไหนเข้ากับผิว ที่ทาแล้วไม่มีรอยต่อ ทาแล้วกลืนไปกับสีผิวเลย ยิ่งหาไม่เจอยิ่งดี เพราะนั่นคือสีตรงกับผิวที่สุด แล้วก็เอาสีนั้นแหละค่ะ ถึงแม้ว่าเข้าไปในห้างแล้วสีจะเพี้ยนไป แต่ให้คิดเสมอว่าพอเรากลับบ้านไปแล้ว แสงไฟมันไม่ใช่แสงไฟในห้างนะ แล้วในชีวิตประจำวัน ไฟก็ไม่ได้เหมือนในห้างสักหน่อย ดังนั้นต้องเลือกรองพื้นสีให้ตรงกับผิวค่ะและอย่าลองรองพื้นที่มือ ลองที่คาง หรือกรามค่ะ

ก่อนจะซื้อรองพื้น ควรคำนึงถึงหลักง่ายๆไว้ในใจ
• ผิวเราเป็นอย่างไร มีรอยมากไหม “จำเป็นต้อง” ใช้รองพื้นแบบปกปิดมากจริงๆเหรอ หรือว่าที่จริงแค่ tinted moisturizer ก็พอแล้ว
• คุณชอบแต่งหน้าแบบไหน แบบ dewy finish หรือว่าแบบ matte finish
• ซื้อรองพื้น, คอนซีลเลอร์, และแป้ง สีที่ซื้อต้องตรงกับสีผิว ดังนั้นรองพื้นของถูกๆถ้าลองไม่ได้ก็ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง เพราะว่าของถูกที่มาในห่อปิดสนิท ซื้อมาแกะที่บ้านสีไม่ตรงกับผิวจริงๆ เสียเงินเปล่า ลองคิดดูง่ายๆนะคะ 300 บาท แต่ว่าถ้าไม่ตรงกับผิวกลับไปซื้ออีก เสียอีก 300 บาท ฮ่วย ไม่ตรงอีกแล้ว กลับไปซื้ออีกยี่ห้อ อีก 300 บาท ไปๆมาๆ มันกลายเป็นเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายไป ทีละนิดทีละหน่อยแต่ไม่ได้เรื่อง สู้ซื้อรองพื้น, คอนซีลเลอร์ และแป้งดีๆไปเลยดีกว่า ของดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่ว่าต้องให้ได้สีตรงกับผิวจริงๆและเหมาะกับความต้องการของเราจริงๆ เนื่องจากสามอย่างนี่เป็นเครื่องสำอางที่ทำให้หน้าดูดี หรือ ดับ ได้เลย ถ้าทาแล้วสีเพี้ยนก็ตลกไปเลยน่ะ

อุปกรณ์ที่ควรมี
คำว่าควรมี เพราะว่าแต่ละคนอาจจะถนัดของไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อทุกอย่าง เพียงแต่ว่าบอกไว้คร่าวๆว่าควรมีอะไรบ้างเท่านั้นค่ะ ควรเลือกใช้ตามความถนัดของตนนะคะ
1 ฟองน้ำเกลี่ยรองพื้น
2 แปรงทารองพื้น ควรเป็นขนสังเคราะห์เพราะว่าจะได้เรียบไม่มีรองพื้นเกาะอยู่ในขน ขนแท้ๆจะมีเกล็ดผมค่ะ เหมาะกับแป้ง หรือ รองพื้นแบบแป้ง ส่วนขนสังเคราะห์เหมาะกับรองพื้นน้ำ และ ครีม
3 แปรงขนาดเล็กขนสังเคราะห์ บางทีคนก็ชอบบอกว่า เอาแปรงทาคอนซีลเลอร์มาใช้ไม่ได้นะ ต้องมีแปรงแยกต่างหากไม่งั้นทาแล้วไม่สวยไม่ดี ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องแยก เปลือง แปรงขนาดเล็กขนสังเคราะห์นี่เอาแปรงตามร้านทาสียังได้เลย แต่ว่าหาแบบชนิดดีๆหน่อยนะคะ แบบที่ขนแปรงเรียงกันดีๆน่ะ ซื้อตามร้านขายอุปกรณ์วาดเขียนก็ได้ค่ะ แต่เลือกขนแปรงให้เรียงตัวดีๆหน่อยแค่นั้นแหละ
4 แป้งปัดแป้งฝุ่น “ต้อง” เป็นขนสัตว์แท้ๆเท่านั้น
5 อันนี้สำคัญสุด บางทีไม่มีแปรงไม่มีฟองน้ำ ก็ยังแต่งให้รองพื้นเรียบได้ มือที่สะอาดๆ เล็บไม่ยาว
อุปกรณ์อีกสองอย่างที่ ควรมีคือ
1 Moisturizer
2 Concealer จะเอาแบบไหนก็เลือกเอาค่ะ แบบน้ำ แบบครีม แบบแห้ง แบบแข็ง ตามสะดวกค่ะเนื้ออ่อนใช้ง่ายได้แต่ปกปิดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อแข็งหน่อยคล้ายๆรองพื้นนั่นแหละ หลักง่ายๆ สีตรงกับผิวถ้าใช้บริเวณหน้า ถ้าทาใต้ตาให้เลือกสีอ่อนลงนิดนึง หรือใช้สีเดียวกับผิวก็ได้ และถ้าเป็นแผลรอยสิวแดงๆก็ใช้ corrector concealer สีเขียว ถ้ารอยดำก็ใช้สีเหลือง..........แต่ง่ายสุดน่ะ อย่าคิดมาก เอาสีให้ตรงกับหน้าพอดิบพอดีนั่นแหละ หมดเรื่องไป
ทีนี้วิธีลงรองพื้น
การลงรองพื้นมันไม่ได้ยุ่งยากสักหน่อย ถ้ามีรองพื้นที่สีตรงกับหน้า, มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม, มีคอนซีลเลอร์ (ถ้าต้องใช้), มีเวลา, และมีแสงแบบที่เหมือนแสงธรรมชาติ มันก็ไม่ยากหรอกค่ะที่จะทำให้ทาแล้วสีเนียนเข้ากับหน้า
ขั้นที่ 1 สำรวจผิวหน้าตัวเองดูนะคะ ว่าต้องการใช้รองพื้นจริงๆ หรือว่าแค่ tinted moisturizer ก็พอแล้ว ทำให้ผิวดูสีเท่ากันโดยไม่ได้ต้องปกปิดอะไรมากมาย ถ้าผิวไม่มีรอย หรือผิวดีๆ แต่ต้องการทำให้ดูผิวสะอาดเรียบเนี้ยบ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า polished look ก็ ทาtinted moisturizer แล้วลงแป้งฝุ่นทับก็พอ ไม่ต้องทำอะไรอีกก็จะสวยแบบเหมือนไม่แต่งหน้าแล้วค่ะ
*เคล็ดลับ....สำหรับคนผิวสวยอยู่แล้วแต่ไม่มี tinted moisturizer มีแต่รองพื้น ไม่ต้องวิ่งออกไปหาซื้อ tinted moisturizer มาค่ะ ใช้รองพื้นของคุณนั่นแหละ ผสมลงไปในมอสเจอร์ไรเซอร์ที่มี (ผสมรองพื้นลงไปใน Strobe cream ของ MAC ทำออกมาแล้วสีสวยดี ไม่ได้ปกปิดอะไรแค่ปรับสีผิวหน้าเฉยๆ)

ขั้นที่ 2ก่อนลงรองพื้นก็ต้องทำให้แน่ใจว่าผิวพร้อมที่จะทารองพื้น ล้างให้สะอาด และทามอสเจอร์ไรเซอร์บางๆสำหรับคนผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง ส่วนคนผิวมันจะทา mattifying moisturizer หรือ oil free moisturizer ก็แล้วแต่สะดวกค่ะ

ขั้นที่ 3 พิจารณาผิวดูอีกสักหน่อย ผิวมีรอยที่ต้องการปกปิดก็จริง แต่ว่าอาจจะแค่คอนซีลเลอร์ปิดเฉพาะจุดแล้วเกลี่ยด้วยแปรงขนาดเล็ก หรือถ้าไม่มีคอนซีลเลอร์แต่ว่ามีรองพื้นแบบแท่ง (stick foundation) ก็ใช้ลองย้ำไปสองหนแทนคอนซีลเลอร์ได้ค่ะ แล้วเอานิ้วแตะๆเบาๆ มองกระจก ถ้าดูเนียนเข้ากันดีก็ไม่ต้องทารองพื้นไงคะ เสร็จแล้วทาแป้งฝุ่นทับ ผิวก็สวยแบบเหมือนไม่แต่งหน้าแล้ว เนียนเรียบไม่ต้องใช้รองพื้นก็ได้

ขั้นที่ 4 ถ้าอ่านผ่านมา 3 ข้อบนแล้วยังคิดว่าตัวเองต้องการลงรองพื้นจริงๆ ก็เอาค่ะ ได้ๆ เอาไงเอากันว่าไงว่าด้วย
หลังจากลงมอสเจอร์ไรเซอร์แล้ว........พิจารณาผิวแล้วว่าลงแค่ concealer เฉยๆไม่พอแน่ๆ ทำยังไงดีหว่าจะลงรองพื้นให้ไม่เหมือนเอาหน้ากากมาโปะหน้า ในที่นี้ขอยกเว้น powder foundation และ cream to powder foundation นะคะ เพราะว่าสองแบบนั้นค่อนข้างจะตรงๆตัว ทำอะไรมากไม่ได้ คือทาด้วยความระวังค่อยๆทาก่อนที่มันจะแห้ง (cream to powder) แค่นั้นน่ะค่ะ ทำได้แค่นั้นในการป้องกันไม่ให้เป็นปื้นๆคราบๆเพราะว่ารีบเร่งทา ส่วน powder foundation ถ้าต้องการทาให้เนียนๆก็ทำได้แค่ทาด้วยฟองน้ำแล้วเอาฟองน้ำกดเบาๆ จากนั้นเอาแปรงปัดแป้ง ปัดส่วนเกินออก ...หรือ แทนที่จะใช้ฟองน้ำ ก็ใช้แปรงปัดแป้งทาแทน ทำได้เพียงเท่านั้นค่ะ
• ก่อนลงรองพื้นให้ดูก่อนว่ามีรอยแดงสิว หรือว่ารอยแผลเป็นที่ต้องใช้ คอนซีลเลอร์สีๆแก้สีไหม เช่นรอยแดงสิวก็ใช้คอนซีลเลอร์สีเขียวทาก่อน ส่วนรอยดำก็ใช้สีเหลืองทา
• การลงรองพื้นไม่ว่าจะแบบครีม หรือแบบน้ำ สิ่งสำคัญที่สุด (นอกเหนือไปจากสีต้องตรงกับผิว) ก็คือต้องใจเย็นๆค่ะ คงเคยเห็นสมัยโบราณหน่อย เวลาทารองพื้นแบบน้ำก็จะแตะรองพื้นเป็นจุดๆห้าจุดแล้วเอาฟองน้ำละเลง แบบนั้นสิ่งที่ตามมาคือคุณต้องเร่งกับเวลาเพื่อที่จะเกลี่ยรองพื้นก่อนที่มันจะแห้งหรือว่าหยดย้อยลงมาตามหน้า ค่อยๆทารองพื้นทีละส่วนของหน้าแล้วค่อยๆเกลี่ยจะดีสุดค่ะ
• ฟองน้ำ หรือ แปรงจะดีมากกว่านิ้ว เพราะว่าสำหรับคนมือยังไม่นิ่ง ไม่ชำนาญพอ ถ้าเกลี่ยด้วยนิ้วก็อาจจะได้รองพื้นที่ไม่เรียบหนาไปบางที่ บางไปบางส่วน ดังนั้นใช้แปรงทารองพื้น หรือฟองน้ำดีกว่าค่ะ
• วิธีทาให้ทาลง อย่าทาย้อนไปย้อนมา ทาลงจะทำให้รองพื้นเนียนไปกับหน้า ไม่เข้าไปฝังตามรูขุมขนให้ดูน่าเกลียดเป็นจุดๆ
• ถ้ามีรองพื้นแบบครีม หรือแบบแท่ง แล้วต้องการให้มันบางหน่อย แทนที่จะเสียเงินไปซื้อรองพื้นแบบน้ำ ไม่ต้องเลยค่ะ เปลืองเงินน่ะ เอาน้ำมาถ้วยนึง และผ้าขนหนูสะอาดๆผืนนึงมาวางไว้ใกล้ๆ เอาฟองน้ำจุ่มน้ำแล้วบีบน้ำออกหมาดๆ หรือเอาแปรงทารองพื้นจุ่มน้ำแล้วเอาผ้าขนหนูห่อแล้วบีบน้ำออกหมาดๆ ไปแตะๆกับครีมรองพื้น หรือรองพื้นแบบแท่งแล้วมาทาที่หน้า หน้าจะเนียนและบางกว่าทารองพื้นตรงๆ แต่ว่าอย่าลืมนะคะ ยิ่งทำให้รองพื้นมันดูบางเท่าไหร่ ผลการปกปิดมันก็น้อยลงเท่านั้น
• พอทารองพื้นเสร็จ มองในกระจก มันปกปิดรอยได้ครบถ้วนไหม ถ้ายังไม่หมดดีก็ใช้แปรงขนาดเล็กแตะๆคอนซีลเลอร์ทาเฉพาะที่แล้วเกลี่ยๆให้เข้ากัน หรือจะใช้นิ้วแตะแล้วยกขึ้นเร็วๆ (อย่าถูโดยเด็ดขาด) ทำให้สีเข้ากัน
*ข้อควรจำ 1* คอนซีลเลอร์สีๆ หรือว่าพวกแก้รอยดำรอยแดง ทาก่อนรองพื้น ส่วนคอนซีลเลอร์สีเนื้อ ทาหลังรองพื้น หรือทาเดี่ยวๆไม่ต้องลงรองพื้นก็ได้ค่ะ
*ข้อควรจำ 2* คอนซีลเลอร์สีเนื้อ จะทาก่อนลงรองพื้นในกรณีเดียว คือลงก่อนรองพื้นชนิดแป้ง (powder foundation) และ รองพื้นที่กลายเป็นแป้ง (cream to powder foundation
• ดูกระจก สีหน้าควรจะเท่ากันดีแล้ว ถ้าตรงไหนหนาไปก็ให้เอาฟองน้ำชุบน้ำแล้วบีบให้หมาดๆ แล้วซับเบาๆบริเวณที่มันหนาไป *ห้ามถู ให้ซับแตะๆเบาๆ*
ขั้นตอนสุดท้าย ตัดสินใจว่าจะทำให้เป็น dewy finish หรือ matte finish
Dewy finish- ใช้ shimmer liquid หรือ พวก face glow เช่น Red earth secret potion แตะๆบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก และคาง นิดๆ ทำให้ดูเงาๆ แล้วก็ใช้ shimmer powder เช่น Guerlain Meteorites powder, MAC iridescent powder ปัดอย่างเบามือ หรือจะไม่ปัดแป้งทับเลยก็ได้ค่ะ
Matte finish- ก็ใช้แป้ง translucent powder แตะหน้าด้วยพัฟขนาดใหญ่ เสร็จแล้วเอาแปรงปัดแป้งอันเท่ายักษ์ ปัดแป้งส่วนเกินออก

ข้อคิดก่อนทำศัลยกรรม

สำหรับคนที่กำลังไม่พอใจกับตัวเองแล้วอยากจะทำศัลยกรรมตกแต่ง ลองอ่าน 10 ข้อต่อไปนี้ เสียก่อนว่าคุณพร้อมจะเสี่ยงเจ็บตัวแล้วจริง ๆ

1.คุณรู้แน่ๆแล้วหรือว่าอยากจะเปลี่ยนอะไรในร่างกายบ้าง และเปลี่ยนไปทำไม?

2.คุณรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมคราวนี้ มากเพียงพอแล้วหรือ แหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น นิตยสาร หนังสือ อินเตอร์เนต หรือจากเพื่อนๆ และข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือได้แค่ไหน?

3.คุณปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งโดยตรงแล้วหรือยัง การรู้แต่เพียงทฤษฎี นั้นไม่สู้ฝีมือ และประสบการณ์ของหมอ ไปให้หมอผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์สภาพร่างกาย ของคุณ ก่อนตัดสินใจ ทำศัลยกรรม จะดีกว่า อย่าลืมตรวจเช็ครายชื่อว่าอยู่ในสมาคม ศัลยกรรมตกแต่ง แห่งประเทศไทย หรือผลงานที่ผ่าน ๆ มาของหมอด้วย

4.ควรหวังผลตามความเป็นจริงว่าการศัลยกรรมตกแต่งนั้น ช่วยเปลี่ยนหน้าตา หรือบุคลิกภาพ ได้บางอย่างเท่านั้น อาจไม่ใช่ทุกอย่าง ที่เหมาะสมที่สุด

5.เลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะหลังจากทำแล้ว คุณต้องการเวลาระยะหนึ่ง เพื่อพักฟื้นให้แผลหาย

6.ลองย้อนกลับไปถามตัวเองดูดีๆว่า เหตุที่ทำให้คุณอยาก ทำศัลยกรรมคืออะไรแน่ เพราะแรงยุหรือ น้อยใจว่าสู้คนที่เด็กกว่าไม่ได้ เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นจริงหรือไม่ ตั้งสติดีๆ ตอบคำถามเหล่านี้อย่างจริงใจก่อนตัดสินใจตกลงกับหมอ

7.คุณหมอของคุณบอกคุณหมดแล้วหรือยัง เกี่ยวกับผล ที่จะเกิดขึ้นหลังทำศัลยกรรม การรักษาตัว แผลเป็น ยาที่จะต้องกิน และผลข้างเคียง ที่อาจเกิดกับคนอายุ ขนาดคุณ อย่าลืมว่า การรู้รายละเอียดเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งกับชีวิตคุณเชียวล่ะค่ะ

8.อย่าลืมคิดถึงข้อที่ว่าการศัลยกรรมอาจไปกระทบกระเทือนกิจกรรมที่คุณกำลังทำอยู่ หรือนิสัยบางอย่างที่คุณคิด เช่น การสูบบุหรี่

9.เตรียมทำใจไว้ได้เลยว่า หลังจากการผ่าตัดจะต้องมีแผล บวมอักเสบ หรือแผลเป็น ต่าง ๆ แน่ ๆ กว่าแผลจะหายอย่างน้อยก็ 2 อาทิตย์

10.ท้ายที่สุด ชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบผลดี ผลเสีย ข้อจำกัด สิ่งที่คาดว่าจะเกิดหลังจาก ทำศัลยกรรม ให้รอบด้านและมองตามความเป็นจริง เปรียบเทียบกับสภาพปัจจุบัน ก่อนตัดสินใจทำ อย่าลืมว่าเมื่อหมอลงมีดไปแล้ว สิ่งใดที่เสียไปจะไม่อาจ เอากลับคืนมาได้นะคะ

อยากจะให้ตัดสินใจกันดีๆก่อนจะทำศัลยกรรมนะคะ เพราะมันอาจจะมีผลเสียกับเรามากกว่า ที่เราคิดก็ได้ค่ะ เลือกหมอที่ชำนาญ และที่เชื่อถือได้ ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีนะคะ ถ้าคิดว่า อย่างไรก็จะทำแน่นอน

สิวกับสุขภาพ ทำนายได้จากตำแหน่งของสิวบนใบหน้า

หน้าผากด้านซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : การย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมหมวกไต
บ่งบอก : มีความเครียดสูง
ระหว่างคิ้ว
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ตับ
บ่งบอก : อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโตส ทำให้ดื่มนมไม่ได้
ใบหูซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไต
บ่งบอก : มีของเสียคั่งค้างในร่างกาย อาจทำให้ตัวบวมได้
แก้มซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไซนัสและปอด (แก้มส่วนบน) เหงือกและฟัน (แก้มส่วนล่าง)
บ่งบอก : แพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้เรื้อรัง หรือถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้ม อาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือทางเดินหายใจ
รอบดวงตาซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไตและภูมิแพ้
บ่งบอก : การมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก พักผ่อนน้อยหรือขาดสารอาหาร
จมูกและเหนือริมฝีปาก
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : หัวใจและระบบสืบพันธุ์
บ่งบอก : ถ้ามีสิวสีแดงเข้มขึ้นบริเวณจมูก บ่งบอกถึงโรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าเป็นสิวอุดตัน จะบ่งบอกถึงระบบฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ประจำเดือน วัยทอง หรือการใช้ยาคุมกำเนิด
ใต้ริมฝีปากด้านซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : รังไข่
บ่งบอก : ปัญหาสมดุลด้านฮอร์โมน แต่ถ้ามีปัญหาการอุดตันของสิวบริเวณใบหู แสดงว่าฟันกรามมีปัญหา

หนังสือดีราคาถูก

analytic