ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้แก่
ฮอร์โมน ร่างกายสร้างฮอร์โมน Androgen ทำให้มีการสร้างไขมันเพิ่ม โดยมากฮอร์โมนจะเริ่มสร้างเมื่ออายุ 11-14 ปีดังนั้นจึงพบ สิว มากในวัยนี้และอาจจะอยู่ได้นานหลายปี
- มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน
- แบททีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของ สิว
- กรรมพันธ์
- การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็ทำให้เกิด สิว
- อาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อการเกิดสิว แต่ก็มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่มัน หรือหวานจะเกิด สิว ได้ง่าย
- อากาศ ขึ้นกับแต่ละคนบางคนเป็นมากในฤดูหนาว บางคนฤดูร้อน
- อารมณ์ คนที่อารมณ์ดีจะเกิดสิวน้อยกว่าคนที่อารมณ์เสีย
- ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น
- ครีมบำรุงผิวก็ต้องเลือกใหถูกกับผิวหน้า คนที่ผิวแห้งไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอร์เป็นส่วนประกอบ คนที่ผิวมันก็หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมันสูง
- การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว
ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น INH Iodides Bromide Steroid Testosterone Gonadotropine Anabolic steroid ยาคุมกำเนิด
วิธีป้องกัน
วิธีป้องกันง่ายๆ คือ การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิด สิว ไม่ให้มันกำเริบ โดยมีข้อแนะนำต่างๆ ดังนี้
1. นอนหลับให้เพียงพอ - การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย
2. อารมณ์ขัน - อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
3. กินอาหารจำพวกผัก - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
4. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิด สิว
5. ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
6. ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
7. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
8. นอนหลับให้เพียงพอ - การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย
9. อารมณ์ขัน - อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
10. กินอาหารจำพวกผัก - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
11. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
12. ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
13. ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
14. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
15. ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
16. กินอาหารจำพวกผัก - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
17. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
18. ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
19. ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
20. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
21. ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
สิวอักเสบ
สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ต่อมไขมันทำหน้าที่ผลิตน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง น้ำมันผ่านออกสู่ผิวหนังด้านบนโดยอาศัยรูขุมขนเป็นทางผ่าน เมื่อเซลล์ผิวหนังตายแต่ยังไม่หลุดจากผิวหนังจนมีการทับถมเป็นชั้นหนาจนทำให้ปิดกั้นรูขุมขน น้ำมันไม่สามารถระบายออกมาได้ น้ำมันจึงรวมตัวเป็นก้อนคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง และเมื่อเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า P.acne จะทำให้สิวเกิดการอักเสบขึ้น
ลักษณะที่พบของสิวอักเสบ เป็นตุ่มนูนแดง เจ็บ และอาจเห็นหัวหนองได้ ถ้าสิวอักเสบมีขนาดใหญ่และอยู่ลึก หลังสิวหายมักเกิดแผลเป็น
1. ยาที่มีส่วนผสมของยาสมานผิวและยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ที่ใช้กันมาก ได้ผลดีคือ White lotion ซึ่งทำมาจาก ZnSO4 กับ Sulferated potash ทำปฏิกิริยากันได้ sulfer ออกมาซึ่งเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ในการกำจัดสิว ควรใช้แต้มสิวในกรณีสิวอักเสบ สิวหัวหนอง
ชื่อการค้า - Neomedrol® acne lotion ทาวันละ 2 ครั้ง
ข้อควรระวัง เนื่องจากยานี้ส่วนผสมของสเตียรอยด์อยู่ด้วย จึงไม่ควรใช้นานเกินไป พออาการดีขึ้นค่อย ๆ ลดยาลง และระวังการใช้ยาในสตรีมีครรภ์
2. ยาแต้มสิวที่มียาปฏิชีวนะเป็นองค์ประกอบ ใช้แต้มสิวทั่วไป สิวที่เกิดบนใบหน้าของหนุ่มสาวหรือเรียก Acne vulgaris สิวหัวช้าง ยาทาออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ไลเปสจากเชื้อมากกว่าไปยับยั้งการเจริญของเชื้อ จึงเหมาะที่จะใช้กับสิวที่อักเสบระดับอ่อน ๆ ถึงปานกลาง ส่วนระดับรุนแรงชนิดสิวอักเสบเม็ดใหญ่ ควรใช้ยาทาที่เป็นตัวช่วยร่วมกับสารอื่น แต่ไม่ใช้ในสิวชนิดที่ไม่อักเสบ เพราะไม่มีฤทธิ์สลายโคมิโดน ยากลุ่มนี้ได้แก่
- Clindamycin solution(1%)
ชื่อการค้า Clinda-M® lotion ทาสิววันละ 2 ครั้ง
- Erythromycin solution (2%)
ชื่อการค้า Stiemycin® ทาสิววันละ 2 ครั้ง
จากข้อมูลของยาทาสิวที่กล่าวมา พอจะสรุปได้ว่า ในกรณีที่เป็นสิวที่อักเสบระดับอ่อน ๆ ถึงปานกลางอาจเลือกใช้ยาแต้มสิวที่มียาปฏิชีวนะเป็นองค์ประกอบ ในกรณีเป็นพวกสิวเสี้ยน สิวหัวดำ สิวหัวหนองก็อาจเลือกใช้ยาทากลุ่มสลายเคอราตินหรือสลายโคมิโดนแต่การเลือกใช้ยากลุ่มนี้ก็มีอาการข้างเคียงมากเช่นกัน แต่หากภายหลังใช้ยาทาไปแล้วประมาณ 1 เดือนยังไม่ดีขึ้น ยังมีการอักเสบของสิวอยู่ อาจเลือกใช้ยารับประทานรักษาสิวกลุ่มยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Tetracyclin, Doxycyclin แต่ถ้าเป็นมากๆ หรือแพ้ Tetracyclin ให้เปลี่ยนมาใช้ Erythromycin หรือ Clotrimazole แทน ควรใช้ 15-30 วัน ถ้าอาการดีขึ้นให้ค่อย ๆ ลดขนาดยาลง นอกจากยารับประทานแก้สิวที่กล่าวมาแล้ว ยังมียารับประทานแก้สิวอีกตัว ที่มีฤทธิ์แรงและได้ผลดี ซึ่งจำกัดให้แพทย์เป็นผู้จ่ายเท่านั้น ได้แก่ กรดวิตามินเอชนิดรับประทาน คือ Isotretinoin มักจะจ่ายในคนที่เป็นสิวอาการรุนแรง สิวอักเสบเม็ดใหญ่ สิวหัวช้าง ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิว แต่ยาตัวนี้มีอาการข้างเคียงที่ค่อนข้างมากและอันตราย
สิวอุดตัน
สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ต่อมไขมันทำหน้าที่ผลิตน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง น้ำมันผ่านออกสู่ผิวหนังด้านบนโดยอาศัยรูขุมขนเป็นทางผ่าน เมื่อเซลล์ผิวหนังตายแต่ยังไม่หลุดจากผิวหนังจนมีการทับถมเป็นชั้นหนาทำให้ปิดกั้นรูขุมขน น้ำมันที่ไม่สามารถระบายออกมาได้จึงรวมตัวเป็นก้อนคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง อีกส่วนหนึ่งคือการที่ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ ผลิตน้ำมันออกมามากจนไม่สามารถระบายออกได้ทันก็ทำให้เกิดการคั่งค้างอยู่ในท่อระบาย เราจึงเห็นเป็นตุ่มนูนเล็กๆที่ผิวหนัง สีเดียวกับผิวเรา เรียกว่าสิวหัวปิด หรือสิวหัวขาว ส่วนสิวอุดตันหัวเปิดหรือสิวหัวดำ จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กมีจุดดำตรงกลาง
สาเหตุที่ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยรุ่น หรือ ภาวะตั้งครรภ์ รอบเดือน หรือการใช้ยาบางชนิด นอกจากนี้ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ต่อมไขมันทำงานผิดปกติ
วิธีรักษาสิวอุดตัน
1. ครีมทาสิวอุดตัน กลุ่ม Tretinoin( Retin-A) เป็นยาที่เหมาะสมและใช้กันแพร่หลาย มีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.025-0.1 % อาจอยู่ในรูปของครีม เจล หรือน้ำ โดยพบว่ายิ่งความเข้มข้นสูง ยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดี แต่ก็จะระคายเคืองผิวหน้า และทำให้ผิวหน้าแห้งเป็นขุย ถ้าความเข้มข้นสูง แต่การละลายเคืองอาจน้อยลง ถ้าล้างหน้าก่อนทายา 10-15 นาที
2. ยารับประทานกลุ่ม retinoids เช่น Roaccutane,Isotretionoin ช่วยลดปัญหาผิวมัน และละลายสิวอุดตันได้ดี ทั้งที่ใบหน้าและสิวตามลำตัว
3. ยาลอกขุย (Keratolytic agents) และยาทำให้ผิวแห้ง เช่น Salicylic acid ,Resorcinol,Sulphur,Aluminium oxide มักช่วยลอกขุย และทำให้สิวแห้งและหลุดออก มักใช้เป็นส่วนผสมของแป้งน้ำทาสิว( acne lotions)
4. การกดสิวอุดตัน มักจะทำได้เฉพาะกลุ่มสิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ) เพราะจะหลุดออกได้ง่าย และควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นภายหลัง
5. การทำ Peeling ด้วย 30-50% TCA,PHA จะช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง ผนังสิวบางลง ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัว และหลุดออกได้ง่าย
6. การทำ Iontophresis มักใช้ร่วมกับยากลุ่ม Tretionoin เพื่อช่วยผลักยาให้ซึมลงลึกไปละลายสิวอุดตันได้ดีกว่า การทายาปกติ
7. การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี ( Microdermabrasion) พบว่าทำให้หัวสิวอุดตันหลุดออกได้ง่าย ทำให้หัวสิวเปิดออกเพื่อกดออกภายหลังได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง และสีผิวขาวขึ้น เรียบเนียนขึ้นได้ด้วย
สิวผด
ลักษณะที่พบเป็นเม็ดเล็กๆคล้ายผด มักขึ้นบริเวณหน้าผาก จะเห็นชัดในช่วงบ่ายๆของวัน แต่ในช่วงเช้าจะยุบตัวลง ทำให้เห็นไม่ชัดเจน อาจมีสีแดงและมีอาการคันได้ ไม่มีหัวให้กดออกซึ่งต่างจากสิวทั่วไปที่สามารถกดออกได้
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดสิวผด ได้แก่ อากาศร้อน เช็ดถูทำความสะอาดหน้าบ่อย แสงแดด เครื่องสำอาง และเชื้อรา
วิธีรักษาสิวผด
สามารถใช้ยาทาในกลุ่ม Benzoyl peroxide และทายากรดวิตามินเอ (Tretinoin) แต่ข้อเสียของยาทั้ง
สองชนิดนี้คือ เกิดการระคายเคืองง่าย อาจทำให้นางแดงเห่อได้ แต่คนที่ไม่แพ้ก็สามารถใช้ยาสองตัวนี้ได้ซึ่งการทายา Benzoyl peroxide ควรเริ่มทาจากความเข้มข้นต่ำ คือจาก 2.5% โดยทาทิ้งไว้ประมาณ 5-20 นาที แล้วล้างออก วันละ 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับผิวหน้าแต่ละคนด้วย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรค่อยเพิ่มความเข้มข้นของยาเป็น 5%ส่วนยาทากรด ให้เริ่มทายาจากความเข้มข้นต่ำ คือ 0.0125% หรือ 0.025% ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นเป็น 0.05% และต้องทาก่อนนอนเท่านั้น ไม่ควรทาในเวลากลางวันเพราะอาจเกิดอาการแพ้แดดได้แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถใช้ยาประเภท Benzoyl peroxide ให้เลี่ยงไปใช้ยารักษาตัวอื่นที่ไม่ระคายเคือง เช่น ครีมหรือแป้งน้ำรักษาสิวที่มีส่วนผสมของ Resorcinolยารักษาสิวผดที่นิยมมี 2 ตัว คือ ครีมที่มีส่วนผสมของ Selenium sulfide และ Ketoconazole cream โดยมากนิยมใช้ Selenium sulfide ทาทิ้งไว้แล้วล้างออก วันละ 2 ครั้ง และทา Ketoconazole cream ก่อนนอนสำหรับคนที่มีเม็ดสิวผดเป็นจำนวนมาก อาจรับประทาน Ketconazole ร่วมด้วย แต่โดยมากมักไม่จำเป็นถึงขนาดต้องรับประทานยานอกจากการทายารักษาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิวผดมากขึ้น ได้แก่ ความเครียด นอนดึก และแสงแดด
สิวเสี้ยน
สิวเสี้ยนมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันแต่จะมีจุดดำหรือหนามแหลมยื่นออกมา พบบ่อยบริเวณจมูก และหน้าผาก
สิวเสี้ยนเกิดจากความผิดปกติที่ต่อมขน ต่อมขนทำงานมากกว่าปกติสร้างเส้นขนออกมามากกว่าหนึ่งเส้น เซลล์เส้นขนที่เกินมาจะหลุดมารวมตัวกับไขมันที่อุดตันอยู่ในท่อรูขุมขน ทำให้เราเห็นสิวเสี้ยนมีหนามแหลมสีดำอยู่ด้านบน
วิธีรักษาสิวเสี้ยน
1. กรดวิตามินเอ ที่มีบทบาทมากในการรักษาสิวเสี้ยน คือ ซึ่งมีคุณสมบัติในการเข้าไปละลายการอุดตันของต่อมไขมัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสิว P.acne จึงป้องกันและทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย อาจจะใช้ในรูปของยาทา หรือทำไอออนโตด้วยกรดวิตามินเอ แต่มีข้อควรระวังก็คือ เนื่องจาก กรดวิตามินเอ มีการระคายเคืองได้ง่าย จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ผิวแห้ง ผิวลอก หน้าแดงได้ จึงควรทากรดวิตามินเอเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน แล้วทิ้งไว้ ๕-๑๐ นาที หรืออาจทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ถ้าไม่มีอาการดังกล่าว บางครั้งอาจจะผสม ไลโบโซม ซึ่งลดการระคายเคืองของกรดวิตามินเอ ทำให้สามารถทาทิ้งไว้ทั้งคืนได้ สะดวกในการใช้มากขึ้น
2. Chemical Peeling: เป็นแนวทางการรักษาอีกวิธีหนึ่งกรณีที่กรดวิตามินเอไม่สามารถทำให้หลุดได้หมด โดยใช้สารเคมีพิเศษ เช่น TCA, AHA, BHA เพื่อลอกผิวหน้า เปิดรูขุมขนหรือรูสิวเสี้ยน เพื่อง่ายต่อการกดออก หรือดึงออกด้วยครีมคีบสิวเสี้ยน
3. Scottape technique: โดยอาจจะอยู่ในรูปของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น แปะที่จมูกและทิ้งไว้ระยะหนึ่ง แล้วค่อยดึงออก หรือ ใช้สาร Cyanoacrylate polymer glue ซึ่งมีคุณสมบัติในการติดแน่น คล้ายคลึงกับกาวตราช้าง (ซึ่งมีส่วนประกอบของสารคล้ายคลึงกัน) ใช้ทาบน slide แล้วนำไปวางบริเวณสิวเสี้ยน แล้วดึงออก สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา แต่ก็มีข้อจำกัด คืออาจจะทำให้แพ้สารเคมีนี้ได้ และกำจัดสิวเสี้ยนได้ไม่หมด และไม่สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้ทุกที่
4. การกำจัดสิวเสี้ยนด้วย Laser ได้มีรายงานการวิจัยขอ นพ. วรพงษ์ มนัสเกียรติและคณะจากรพ.ศิริราช ในการประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์โรคผิวหนังในปี ๒๕๔๕ ถึงการทำการรักษาคนไข้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยนจำนวน ๑๓ คน โดยใช้ ๘๐๐ NM Pulse Diode Laser พบว่าหลังทำจุดดำๆ จากสิวเสี้ยนลดลงได้มากกว่า ๕๐% และเมื่อทำหลายๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่ไม่ช่วยในเรื่องรูขุมขนที่กว้าง ที่อาจจะทำให้เกิดสิวเสี้ยนได้อีก มีผลข้างเคียงหลังทำเพียง รอยแดงบริเวณรูขุมขนหลังทำ ๒-๓ วันก็หายดี
5. การกำจัดสิวเสี้ยนด้วยเครื่อง IPL (intense pulse light) โดยอาศัยหลักการที่สิวเสี้ยน คือ กระจุกขนที่อัดแน่นบริเวณรูขุมขน ดังนั้นการ apply การกำจัดขนด้วยเครื่อง IPL จึงสามารถทำให้ขนที่คุดคู้นี้หลุดลอกออกได้ โดยเมื่อทำควบคู่กับการทำ peeling และการทาครีมลอกสิวเสี้ยนที่ผสมวิตามินเอ และช่วยป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ได้ผลดีมาก ไม่พบผลข้างเคียง และสามารถทำได้ทุกจุดของร่างกาย
6. หรือน้องๆ อาจจะลองวิธีง่ายๆ ก็ได้ค่ะ ใช้ไข่ขาวอย่างเดียวมาทาตรงบริเวณที่เป็นและใช้กระดาษทิชชูปิดทับไว้จนกว่าจะแห้งแล้วลอกออกโดยการดึงย้อนขึ้นก็จะมีสิวเสี้ยนหลุดออกค่ะ