VDO
วิธีทำความสะอาดและบำรุงผิวให้เหมาะสมกับลักษณะของผิวอีกด้วย
2.ผิวมัน มักเกิดปัญหารูขุมขนที่กว้างกว่าผิวชนิดอื่น ทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนจนเป็นปัญหาสิว หรือรูขุมขนอักเสบ จึงควรทำความสะอาดด้วยโลชั่นลดความมัน เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นครีมเนื้อบาง ไม่เหนียวเหนอะหนะ
3.ผิวแห้ง มีปัญหาความตึงของผิวหลังอาบน้ำและล้างหน้า บางครั้งมักพบอาการผิวหลุดลอกเป็นขุย หรือรูขุมขนอักเสบ หลังจากทำความสะอาดแล้วจึงควรใช้ครีมรองพื้นก่อน แล้วจึงตามด้วยครีมบำรุงผิวเป็นประจำทุกวัน เพื่อป้องกันการสูญเสียความชุ่มชื่นของชั้นผิว
4.ผิวผสม มักพบปัญหาความมันบริเวณที - โซน (หน้า จมูก คาง) แต่บริเวณแก้มเป็นผิวแห้ง จึงต้องมีวิธีดูแลเป็นพิเศษกว่าผิวชนิดอื่น ควรทำความสะอาดบริเวณที - โซน ตามด้วยโลชั่นลดความมันและครีมบำรุงแบบเนื้อบาง ส่วนบริเวณแก้มควรใช้ครีมบำรุงผิวเป็น
ความรู้เกี่ยวกับรองพื้น
ปัญหาที่ทำให้รองพื้นเหมือนใส่หน้ากาก
1 เลือกรองพื้นไม่เหมาะสมกับผิว ไม่ว่าจะในแง่ของสี หรือเนื้อของรองพื้น
2 ใช้อุปกรณ์ที่ตนเองไม่ถนัด
3 ตอนแต่งหน้าแต่งในแสงที่ไม่เหมือนแสงธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้พอออกไปนอกบ้านแล้วเห็นว่าลงรองพื้นน่ะค่ะ
4 ใจร้อนรีบๆปาดๆๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคนที่ใช้รองพื้นแบบใหม่คือ จากน้ำ หรือโลชั่น ทาๆไปแล้วกลายเป็นแป้ง รองพื้นแบบนี้ใช้แล้วรีบไม่ได้นะคะ รีบแล้วจะกลายเป็นปื้นๆน่าเกลียด
ข้อ 3-4 แก้ได้ไม่ยาก เรื่องของแสงและเวลา วันนี้วันหยุด ลองนั่งข้างหน้าต่างแสงแดดดีๆ แล้วแต่งแบบไม่รีบร้อนดูนะคะ น่าจะทำได้เนียนดี
ทีนี้ก่อนจะเขียนถึงวิธีใช้รองพื้น ก็ต้องมาดูว่าจะเลือกกันอย่างไร และอุปกรณ์อะไรบ้างที่ควรมี มาเริ่มกันที่รองพื้นก่อนก็แล้วกันนะคะ
ชนิดของรองพื้นแบบต่างๆ และความเหมาะสมกับผิวแต่ละประเภทรองพื้นแบ่งคร่าวๆเป็น 3 กลุ่ม
1 รองพื้นน้ำ แบ่งย่อยเป็นสองชนิดคร่าวๆ
-มีทั้งแบบที่ไม่ปกปิดมากเท่าไหร่ และเป็นแค่ครีมบำรุงผสมรองพื้น (tinted moisturizer)
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง และควรเป็นคนที่ผิวค่อนข้างสวยแบบฉันจะอวดผิว ว่างั้นเถอะ
• จุดประสงค์: - ทำให้ผิวสีเท่ากันโดยไม่ได้ปกปิดอะไรมากมาย
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - มือค่ะมือสะอาดๆ
-แบบที่เป็นรองพื้นปกปิดได้มากหน่อย แต่ก็ไม่มากเท่าแบบครีม ก็คือ รองพื้นน้ำแบบปกติ (liquid foundation)
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดา และผิวผสม ใครๆก็ใช้ได้ ถ้าผิวมันก็ให้มองหารองพื้นชนิดนี้แหละค่ะ แต่ว่าให้ใช้แบบ oil-free นะคะ เพราะว่ามันน้อยหน่อย และเนื้อรองพื้นกำลังเหมาะกับคนผิวมัน รองพื้นแบบนี้จะปกปิดมากขึ้นมาหน่อยเมื่อเทียบกับมอสเจอร์ไรเซอร์ผสมรองพื้น
• จุดประสงค์: - ต้องการการปกปิดเล็กน้อยถึงปานกลางและจะทำให้ผิวเนียนเป็นครีมๆ แบบsatin finish
• เครื่องมือที่เหมาะสม: -แปรงทารองพื้น หรือฟองน้ำก็ได้ค่ะ ถ้าเอาทำให้เปียกน้ำนิดๆ ผลที่ได้ออกมาจะทำให้รองพื้นบางเบาลงไปอีก แต่ว่าอย่าลืมว่ารองพื้นบางเบาลงก็จะปกปิดได้น้อยลงนะคะ ถ้าใครถนัดมือก็ได้เหมือนกัน แต่ว่าอาจจะได้ออกมาแล้วหนาไปสักนิด
2 รองพื้นแบบครีม แบ่งย่อยเป็นสองชนิดตามความเข้มข้นของตัวรองพื้น
-แบบมาในตลับ หรือ cream compact foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดา ค่อนข้างแห้ง หรือว่าคนที่อยู่ในประเทศที่อากาศแห้งๆ
• จุดประสงค์: - ใช้ปกปิดสำหรับผิวที่ต้องการการปกปิดปานกลาง เวลาทาเสร็จแล้วจะได้ dewy finish หน้าเนียนๆฉ่ำนิดๆ ถ้าทาแป้งทับก็จะได้หน้าแบบ matte
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ หรือแปรงทารองพื้นค่ะ
-แบบที่มาเป็นแท่งๆ หรือ Stick foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ผิวธรรมดาค่อนข้างแห้ง หรือผิวแห้ง
• จุดประสงค์: - สามารถใช้เป็นคอนซีลเลอร์ได้ด้วย ปกปิดมากกว่าแบบอื่นๆ ทาแล้วได้ผลเป็น dewy finish หรือ matte แล้วแต่ว่าจะทาแป้งทับหรือไม่
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ, แปรงทารองพื้น, แปรงทารองพื้นขนาดเล็ก (เอาไว้ใช้แทนคอนซีลเลอร์ได้นี่นา) และมือค่ะ แต่ว่ามือจะใช้เมื่อรองพื้นลงไปอยู่บนหน้าแล้วก็จะเอามือเกลี่ยนั่นแหละ
3 รองพื้นแบบแป้ง และแบบผสม
-รองพื้นแบบแป้ง หรือ Powder foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ใช้ได้กับผิวทุกประเภท แต่ว่าคนผิวแห้งมากใช้ไปแล้วอาจจะทำให้ผิวดูยิ่งแห้งหนักเข้าไปอีก ใช้น้อยๆอย่าทาหลายชั้นก็จะไม่เป็นไรค่ะ
• จุดประสงค์: - แป้งผสมรองพื้นใช้ได้ง่าย ใช้ได้สะดวก ใครๆก็ใช้ได้ไม่ต้องอาศัยฝีมือเลย ข้อดีคือปกปิดได้ค่อนข้างมาก แต่ถ้าทามากไปอาจจะดูหนาไปได้ และสีมันจะค่อนข้าง flat (แบนๆน่ะค่ะ) ไม่มีมิติ
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ หรือแปรงปัดแป้ง (ไม่ใช่แปรงทารองพื้นนะคะ
-รองพื้นแบบผสม หรือรองพื้นแบบใหม่ที่ จากครีมเป็นแป้งน่ะค่ะ cream to powder foundation
• เหมาะกับผิวแบบไหน: - ใช้ได้กับทุกผิว
• จุดประสงค์: - สะดวกใช้ได้ง่ายในยามรีบเร่ง แต่ว่าข้อดีข้อเสียก็เหมือนแบบแป้งผสมรองพื้นเลยค่ะ และสีไม่ค่อยมีมิติ ที่แย่กว่าแบบแป้งผสมรองพื้นก็คือ รองพื้นแบบ cream to powder ซึ่งควรจะทาได้ง่ายน่ะ จริงๆแล้วไม่ง่ายอย่างที่คิดและก็รีบๆทาไม่ได้ด้วยค่ะ เนื่องจากยิ่งรีบยิ่งเป็นปื้นๆ
• เครื่องมือที่เหมาะสม: - ฟองน้ำ, แปรงทารองพื้น, และนิ้วที่สะอาดเนียนนิ่มๆ
ปัญหาปกติที่พบมากคือ รองพื้นที่ซื้อมาตอนลองที่ห้างก็ตรงกับผิวดี พอกลับมาบ้านอ้าวไหงสีไม่ตรงกับหน้า
วิธีแก้ก็ง่ายๆค่ะตอนซื้อรองพื้น อย่าเพิ่งซื้อเพราะบีเอบังคับ ให้บีเอลองรองพื้นให้สักสี่สี ข้างละสองสี ตรงบริเวณกราม บอกว่าไม่ต้องทาทั้งหน้าหรอก แค่ลองสักสองสีต่อข้าง หรือว่าแก้มข้างละสีก็ได้ แต่ว่าแค่ทาตรงกรามน่ะ (แบบในรูป) แล้วเดินไปตรงที่มีแดดมากสักหน่อย ใกล้หน้าต่าง หรือออกมานอกห้างเลยได้ยิ่งดี แล้วดูว่าสีไหนเข้ากับผิว ที่ทาแล้วไม่มีรอยต่อ ทาแล้วกลืนไปกับสีผิวเลย ยิ่งหาไม่เจอยิ่งดี เพราะนั่นคือสีตรงกับผิวที่สุด แล้วก็เอาสีนั้นแหละค่ะ ถึงแม้ว่าเข้าไปในห้างแล้วสีจะเพี้ยนไป แต่ให้คิดเสมอว่าพอเรากลับบ้านไปแล้ว แสงไฟมันไม่ใช่แสงไฟในห้างนะ แล้วในชีวิตประจำวัน ไฟก็ไม่ได้เหมือนในห้างสักหน่อย ดังนั้นต้องเลือกรองพื้นสีให้ตรงกับผิวค่ะและอย่าลองรองพื้นที่มือ ลองที่คาง หรือกรามค่ะ
ก่อนจะซื้อรองพื้น ควรคำนึงถึงหลักง่ายๆไว้ในใจ
• ผิวเราเป็นอย่างไร มีรอยมากไหม “จำเป็นต้อง” ใช้รองพื้นแบบปกปิดมากจริงๆเหรอ หรือว่าที่จริงแค่ tinted moisturizer ก็พอแล้ว
• คุณชอบแต่งหน้าแบบไหน แบบ dewy finish หรือว่าแบบ matte finish
• ซื้อรองพื้น, คอนซีลเลอร์, และแป้ง สีที่ซื้อต้องตรงกับสีผิว ดังนั้นรองพื้นของถูกๆถ้าลองไม่ได้ก็ถือว่าค่อนข้างเสี่ยง เพราะว่าของถูกที่มาในห่อปิดสนิท ซื้อมาแกะที่บ้านสีไม่ตรงกับผิวจริงๆ เสียเงินเปล่า ลองคิดดูง่ายๆนะคะ 300 บาท แต่ว่าถ้าไม่ตรงกับผิวกลับไปซื้ออีก เสียอีก 300 บาท ฮ่วย ไม่ตรงอีกแล้ว กลับไปซื้ออีกยี่ห้อ อีก 300 บาท ไปๆมาๆ มันกลายเป็นเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายไป ทีละนิดทีละหน่อยแต่ไม่ได้เรื่อง สู้ซื้อรองพื้น, คอนซีลเลอร์ และแป้งดีๆไปเลยดีกว่า ของดีไม่จำเป็นต้องแพง แต่ว่าต้องให้ได้สีตรงกับผิวจริงๆและเหมาะกับความต้องการของเราจริงๆ เนื่องจากสามอย่างนี่เป็นเครื่องสำอางที่ทำให้หน้าดูดี หรือ ดับ ได้เลย ถ้าทาแล้วสีเพี้ยนก็ตลกไปเลยน่ะ
อุปกรณ์ที่ควรมี
คำว่าควรมี เพราะว่าแต่ละคนอาจจะถนัดของไม่เหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องซื้อทุกอย่าง เพียงแต่ว่าบอกไว้คร่าวๆว่าควรมีอะไรบ้างเท่านั้นค่ะ ควรเลือกใช้ตามความถนัดของตนนะคะ
1 ฟองน้ำเกลี่ยรองพื้น
2 แปรงทารองพื้น ควรเป็นขนสังเคราะห์เพราะว่าจะได้เรียบไม่มีรองพื้นเกาะอยู่ในขน ขนแท้ๆจะมีเกล็ดผมค่ะ เหมาะกับแป้ง หรือ รองพื้นแบบแป้ง ส่วนขนสังเคราะห์เหมาะกับรองพื้นน้ำ และ ครีม
3 แปรงขนาดเล็กขนสังเคราะห์ บางทีคนก็ชอบบอกว่า เอาแปรงทาคอนซีลเลอร์มาใช้ไม่ได้นะ ต้องมีแปรงแยกต่างหากไม่งั้นทาแล้วไม่สวยไม่ดี ไม่ต้องค่ะ ไม่ต้องแยก เปลือง แปรงขนาดเล็กขนสังเคราะห์นี่เอาแปรงตามร้านทาสียังได้เลย แต่ว่าหาแบบชนิดดีๆหน่อยนะคะ แบบที่ขนแปรงเรียงกันดีๆน่ะ ซื้อตามร้านขายอุปกรณ์วาดเขียนก็ได้ค่ะ แต่เลือกขนแปรงให้เรียงตัวดีๆหน่อยแค่นั้นแหละ
4 แป้งปัดแป้งฝุ่น “ต้อง” เป็นขนสัตว์แท้ๆเท่านั้น
5 อันนี้สำคัญสุด บางทีไม่มีแปรงไม่มีฟองน้ำ ก็ยังแต่งให้รองพื้นเรียบได้ มือที่สะอาดๆ เล็บไม่ยาว
อุปกรณ์อีกสองอย่างที่ ควรมีคือ
1 Moisturizer
2 Concealer จะเอาแบบไหนก็เลือกเอาค่ะ แบบน้ำ แบบครีม แบบแห้ง แบบแข็ง ตามสะดวกค่ะเนื้ออ่อนใช้ง่ายได้แต่ปกปิดน้อยกว่าเมื่อเทียบกับเนื้อแข็งหน่อยคล้ายๆรองพื้นนั่นแหละ หลักง่ายๆ สีตรงกับผิวถ้าใช้บริเวณหน้า ถ้าทาใต้ตาให้เลือกสีอ่อนลงนิดนึง หรือใช้สีเดียวกับผิวก็ได้ และถ้าเป็นแผลรอยสิวแดงๆก็ใช้ corrector concealer สีเขียว ถ้ารอยดำก็ใช้สีเหลือง..........แต่ง่ายสุดน่ะ อย่าคิดมาก เอาสีให้ตรงกับหน้าพอดิบพอดีนั่นแหละ หมดเรื่องไป
ทีนี้วิธีลงรองพื้น
การลงรองพื้นมันไม่ได้ยุ่งยากสักหน่อย ถ้ามีรองพื้นที่สีตรงกับหน้า, มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม, มีคอนซีลเลอร์ (ถ้าต้องใช้), มีเวลา, และมีแสงแบบที่เหมือนแสงธรรมชาติ มันก็ไม่ยากหรอกค่ะที่จะทำให้ทาแล้วสีเนียนเข้ากับหน้า
ขั้นที่ 1 สำรวจผิวหน้าตัวเองดูนะคะ ว่าต้องการใช้รองพื้นจริงๆ หรือว่าแค่ tinted moisturizer ก็พอแล้ว ทำให้ผิวดูสีเท่ากันโดยไม่ได้ต้องปกปิดอะไรมากมาย ถ้าผิวไม่มีรอย หรือผิวดีๆ แต่ต้องการทำให้ดูผิวสะอาดเรียบเนี้ยบ หรือที่ฝรั่งเรียกว่า polished look ก็ ทาtinted moisturizer แล้วลงแป้งฝุ่นทับก็พอ ไม่ต้องทำอะไรอีกก็จะสวยแบบเหมือนไม่แต่งหน้าแล้วค่ะ
*เคล็ดลับ....สำหรับคนผิวสวยอยู่แล้วแต่ไม่มี tinted moisturizer มีแต่รองพื้น ไม่ต้องวิ่งออกไปหาซื้อ tinted moisturizer มาค่ะ ใช้รองพื้นของคุณนั่นแหละ ผสมลงไปในมอสเจอร์ไรเซอร์ที่มี (ผสมรองพื้นลงไปใน Strobe cream ของ MAC ทำออกมาแล้วสีสวยดี ไม่ได้ปกปิดอะไรแค่ปรับสีผิวหน้าเฉยๆ)
ขั้นที่ 2ก่อนลงรองพื้นก็ต้องทำให้แน่ใจว่าผิวพร้อมที่จะทารองพื้น ล้างให้สะอาด และทามอสเจอร์ไรเซอร์บางๆสำหรับคนผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง ส่วนคนผิวมันจะทา mattifying moisturizer หรือ oil free moisturizer ก็แล้วแต่สะดวกค่ะ
ขั้นที่ 3 พิจารณาผิวดูอีกสักหน่อย ผิวมีรอยที่ต้องการปกปิดก็จริง แต่ว่าอาจจะแค่คอนซีลเลอร์ปิดเฉพาะจุดแล้วเกลี่ยด้วยแปรงขนาดเล็ก หรือถ้าไม่มีคอนซีลเลอร์แต่ว่ามีรองพื้นแบบแท่ง (stick foundation) ก็ใช้ลองย้ำไปสองหนแทนคอนซีลเลอร์ได้ค่ะ แล้วเอานิ้วแตะๆเบาๆ มองกระจก ถ้าดูเนียนเข้ากันดีก็ไม่ต้องทารองพื้นไงคะ เสร็จแล้วทาแป้งฝุ่นทับ ผิวก็สวยแบบเหมือนไม่แต่งหน้าแล้ว เนียนเรียบไม่ต้องใช้รองพื้นก็ได้
ขั้นที่ 4 ถ้าอ่านผ่านมา 3 ข้อบนแล้วยังคิดว่าตัวเองต้องการลงรองพื้นจริงๆ ก็เอาค่ะ ได้ๆ เอาไงเอากันว่าไงว่าด้วย
หลังจากลงมอสเจอร์ไรเซอร์แล้ว........พิจารณาผิวแล้วว่าลงแค่ concealer เฉยๆไม่พอแน่ๆ ทำยังไงดีหว่าจะลงรองพื้นให้ไม่เหมือนเอาหน้ากากมาโปะหน้า ในที่นี้ขอยกเว้น powder foundation และ cream to powder foundation นะคะ เพราะว่าสองแบบนั้นค่อนข้างจะตรงๆตัว ทำอะไรมากไม่ได้ คือทาด้วยความระวังค่อยๆทาก่อนที่มันจะแห้ง (cream to powder) แค่นั้นน่ะค่ะ ทำได้แค่นั้นในการป้องกันไม่ให้เป็นปื้นๆคราบๆเพราะว่ารีบเร่งทา ส่วน powder foundation ถ้าต้องการทาให้เนียนๆก็ทำได้แค่ทาด้วยฟองน้ำแล้วเอาฟองน้ำกดเบาๆ จากนั้นเอาแปรงปัดแป้ง ปัดส่วนเกินออก ...หรือ แทนที่จะใช้ฟองน้ำ ก็ใช้แปรงปัดแป้งทาแทน ทำได้เพียงเท่านั้นค่ะ
• ก่อนลงรองพื้นให้ดูก่อนว่ามีรอยแดงสิว หรือว่ารอยแผลเป็นที่ต้องใช้ คอนซีลเลอร์สีๆแก้สีไหม เช่นรอยแดงสิวก็ใช้คอนซีลเลอร์สีเขียวทาก่อน ส่วนรอยดำก็ใช้สีเหลืองทา
• การลงรองพื้นไม่ว่าจะแบบครีม หรือแบบน้ำ สิ่งสำคัญที่สุด (นอกเหนือไปจากสีต้องตรงกับผิว) ก็คือต้องใจเย็นๆค่ะ คงเคยเห็นสมัยโบราณหน่อย เวลาทารองพื้นแบบน้ำก็จะแตะรองพื้นเป็นจุดๆห้าจุดแล้วเอาฟองน้ำละเลง แบบนั้นสิ่งที่ตามมาคือคุณต้องเร่งกับเวลาเพื่อที่จะเกลี่ยรองพื้นก่อนที่มันจะแห้งหรือว่าหยดย้อยลงมาตามหน้า ค่อยๆทารองพื้นทีละส่วนของหน้าแล้วค่อยๆเกลี่ยจะดีสุดค่ะ
• ฟองน้ำ หรือ แปรงจะดีมากกว่านิ้ว เพราะว่าสำหรับคนมือยังไม่นิ่ง ไม่ชำนาญพอ ถ้าเกลี่ยด้วยนิ้วก็อาจจะได้รองพื้นที่ไม่เรียบหนาไปบางที่ บางไปบางส่วน ดังนั้นใช้แปรงทารองพื้น หรือฟองน้ำดีกว่าค่ะ
• วิธีทาให้ทาลง อย่าทาย้อนไปย้อนมา ทาลงจะทำให้รองพื้นเนียนไปกับหน้า ไม่เข้าไปฝังตามรูขุมขนให้ดูน่าเกลียดเป็นจุดๆ
• ถ้ามีรองพื้นแบบครีม หรือแบบแท่ง แล้วต้องการให้มันบางหน่อย แทนที่จะเสียเงินไปซื้อรองพื้นแบบน้ำ ไม่ต้องเลยค่ะ เปลืองเงินน่ะ เอาน้ำมาถ้วยนึง และผ้าขนหนูสะอาดๆผืนนึงมาวางไว้ใกล้ๆ เอาฟองน้ำจุ่มน้ำแล้วบีบน้ำออกหมาดๆ หรือเอาแปรงทารองพื้นจุ่มน้ำแล้วเอาผ้าขนหนูห่อแล้วบีบน้ำออกหมาดๆ ไปแตะๆกับครีมรองพื้น หรือรองพื้นแบบแท่งแล้วมาทาที่หน้า หน้าจะเนียนและบางกว่าทารองพื้นตรงๆ แต่ว่าอย่าลืมนะคะ ยิ่งทำให้รองพื้นมันดูบางเท่าไหร่ ผลการปกปิดมันก็น้อยลงเท่านั้น
• พอทารองพื้นเสร็จ มองในกระจก มันปกปิดรอยได้ครบถ้วนไหม ถ้ายังไม่หมดดีก็ใช้แปรงขนาดเล็กแตะๆคอนซีลเลอร์ทาเฉพาะที่แล้วเกลี่ยๆให้เข้ากัน หรือจะใช้นิ้วแตะแล้วยกขึ้นเร็วๆ (อย่าถูโดยเด็ดขาด) ทำให้สีเข้ากัน
*ข้อควรจำ 1* คอนซีลเลอร์สีๆ หรือว่าพวกแก้รอยดำรอยแดง ทาก่อนรองพื้น ส่วนคอนซีลเลอร์สีเนื้อ ทาหลังรองพื้น หรือทาเดี่ยวๆไม่ต้องลงรองพื้นก็ได้ค่ะ
*ข้อควรจำ 2* คอนซีลเลอร์สีเนื้อ จะทาก่อนลงรองพื้นในกรณีเดียว คือลงก่อนรองพื้นชนิดแป้ง (powder foundation) และ รองพื้นที่กลายเป็นแป้ง (cream to powder foundation
• ดูกระจก สีหน้าควรจะเท่ากันดีแล้ว ถ้าตรงไหนหนาไปก็ให้เอาฟองน้ำชุบน้ำแล้วบีบให้หมาดๆ แล้วซับเบาๆบริเวณที่มันหนาไป *ห้ามถู ให้ซับแตะๆเบาๆ*
ขั้นตอนสุดท้าย ตัดสินใจว่าจะทำให้เป็น dewy finish หรือ matte finish
Dewy finish- ใช้ shimmer liquid หรือ พวก face glow เช่น Red earth secret potion แตะๆบริเวณโหนกแก้ม หน้าผาก และคาง นิดๆ ทำให้ดูเงาๆ แล้วก็ใช้ shimmer powder เช่น Guerlain Meteorites powder, MAC iridescent powder ปัดอย่างเบามือ หรือจะไม่ปัดแป้งทับเลยก็ได้ค่ะ
Matte finish- ก็ใช้แป้ง translucent powder แตะหน้าด้วยพัฟขนาดใหญ่ เสร็จแล้วเอาแปรงปัดแป้งอันเท่ายักษ์ ปัดแป้งส่วนเกินออก
ข้อคิดก่อนทำศัลยกรรม
1.คุณรู้แน่ๆแล้วหรือว่าอยากจะเปลี่ยนอะไรในร่างกายบ้าง และเปลี่ยนไปทำไม?
2.คุณรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการทำศัลยกรรมคราวนี้ มากเพียงพอแล้วหรือ แหล่งข้อมูลต่างๆ เช่น นิตยสาร หนังสือ อินเตอร์เนต หรือจากเพื่อนๆ และข้อมูลเหล่านั้นเชื่อถือได้แค่ไหน?
3.คุณปรึกษาหมอผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งโดยตรงแล้วหรือยัง การรู้แต่เพียงทฤษฎี นั้นไม่สู้ฝีมือ และประสบการณ์ของหมอ ไปให้หมอผู้เชี่ยวชาญช่วยวิเคราะห์สภาพร่างกาย ของคุณ ก่อนตัดสินใจ ทำศัลยกรรม จะดีกว่า อย่าลืมตรวจเช็ครายชื่อว่าอยู่ในสมาคม ศัลยกรรมตกแต่ง แห่งประเทศไทย หรือผลงานที่ผ่าน ๆ มาของหมอด้วย
4.ควรหวังผลตามความเป็นจริงว่าการศัลยกรรมตกแต่งนั้น ช่วยเปลี่ยนหน้าตา หรือบุคลิกภาพ ได้บางอย่างเท่านั้น อาจไม่ใช่ทุกอย่าง ที่เหมาะสมที่สุด
5.เลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด เพราะหลังจากทำแล้ว คุณต้องการเวลาระยะหนึ่ง เพื่อพักฟื้นให้แผลหาย
6.ลองย้อนกลับไปถามตัวเองดูดีๆว่า เหตุที่ทำให้คุณอยาก ทำศัลยกรรมคืออะไรแน่ เพราะแรงยุหรือ น้อยใจว่าสู้คนที่เด็กกว่าไม่ได้ เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นจริงหรือไม่ ตั้งสติดีๆ ตอบคำถามเหล่านี้อย่างจริงใจก่อนตัดสินใจตกลงกับหมอ
7.คุณหมอของคุณบอกคุณหมดแล้วหรือยัง เกี่ยวกับผล ที่จะเกิดขึ้นหลังทำศัลยกรรม การรักษาตัว แผลเป็น ยาที่จะต้องกิน และผลข้างเคียง ที่อาจเกิดกับคนอายุ ขนาดคุณ อย่าลืมว่า การรู้รายละเอียดเหล่านี้จำเป็นอย่างยิ่งกับชีวิตคุณเชียวล่ะค่ะ
8.อย่าลืมคิดถึงข้อที่ว่าการศัลยกรรมอาจไปกระทบกระเทือนกิจกรรมที่คุณกำลังทำอยู่ หรือนิสัยบางอย่างที่คุณคิด เช่น การสูบบุหรี่
9.เตรียมทำใจไว้ได้เลยว่า หลังจากการผ่าตัดจะต้องมีแผล บวมอักเสบ หรือแผลเป็น ต่าง ๆ แน่ ๆ กว่าแผลจะหายอย่างน้อยก็ 2 อาทิตย์
10.ท้ายที่สุด ชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบผลดี ผลเสีย ข้อจำกัด สิ่งที่คาดว่าจะเกิดหลังจาก ทำศัลยกรรม ให้รอบด้านและมองตามความเป็นจริง เปรียบเทียบกับสภาพปัจจุบัน ก่อนตัดสินใจทำ อย่าลืมว่าเมื่อหมอลงมีดไปแล้ว สิ่งใดที่เสียไปจะไม่อาจ เอากลับคืนมาได้นะคะ
อยากจะให้ตัดสินใจกันดีๆก่อนจะทำศัลยกรรมนะคะ เพราะมันอาจจะมีผลเสียกับเรามากกว่า ที่เราคิดก็ได้ค่ะ เลือกหมอที่ชำนาญ และที่เชื่อถือได้ ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดีนะคะ ถ้าคิดว่า อย่างไรก็จะทำแน่นอน
สิวกับสุขภาพ ทำนายได้จากตำแหน่งของสิวบนใบหน้า
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : การย่อยอาหาร กระเพาะปัสสาวะ ต่อมหมวกไต
บ่งบอก : มีความเครียดสูง
ระหว่างคิ้ว
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ตับ
บ่งบอก : อาจมีปัญหาในการย่อยแลคโตส ทำให้ดื่มนมไม่ได้
ใบหูซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไต
บ่งบอก : มีของเสียคั่งค้างในร่างกาย อาจทำให้ตัวบวมได้
แก้มซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไซนัสและปอด (แก้มส่วนบน) เหงือกและฟัน (แก้มส่วนล่าง)
บ่งบอก : แพ้ควันบุหรี่ ภูมิแพ้เรื้อรัง หรือถ้าเป็นริ้วรอยลึกบริเวณโหนกแก้ม อาจบ่งบอกถึงปัญหาเรื่องปอดหรือทางเดินหายใจ
รอบดวงตาซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : ไตและภูมิแพ้
บ่งบอก : การมีสารพิษตกค้างในร่างกายมาก พักผ่อนน้อยหรือขาดสารอาหาร
จมูกและเหนือริมฝีปาก
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : หัวใจและระบบสืบพันธุ์
บ่งบอก : ถ้ามีสิวสีแดงเข้มขึ้นบริเวณจมูก บ่งบอกถึงโรคความดันโลหิตสูง แต่ถ้าเป็นสิวอุดตัน จะบ่งบอกถึงระบบฮอร์โมนในร่างกาย เช่น ประจำเดือน วัยทอง หรือการใช้ยาคุมกำเนิด
ใต้ริมฝีปากด้านซ้ายและขวา
อวัยวะที่เกี่ยวข้อง : รังไข่
บ่งบอก : ปัญหาสมดุลด้านฮอร์โมน แต่ถ้ามีปัญหาการอุดตันของสิวบริเวณใบหู แสดงว่าฟันกรามมีปัญหา
แป้งฝุ่นกันสิว

เป็นแป้งที่นำมาจาก สมุนไพรทานาคา เพราะในทานาคามีคุณสมบัติที่ป้องกันแสงแดดจากธรรมชาติใช้เป็นประจำทุกวันทำให้ผิวหน้าขาวนุ่ม ชวนมองไร้จุดด่างดำ สิว-ฝ้า เมื่อใช้แล้วไม่ต้องทาครีมกันแดด ไม่ต้องทารองพื้นจะทาเป็นผงหรือผสมน้ำ หรือใช้พัฟชุบน้ำหมาด ๆ ชุบที่แป้งทาลูบไล้ให้ทั่วใบหน้า ทาแล้วทำให้หน้านวลเนียนผ่องใสอยู่เสมอ
แอคเน่ไลน์ ไมตาเกะ พลัส แอคเน่ พาวเดอร์
Acne Line Maitake Plus Acne Powder แป้งฝุ่นสำหรับผู้มีปัญหาสิว
และผิวหน้ามัน ช่วยป้องกันการเกิดสิว ช่วยควบคุมและดูดซับความมันส่วนเกินบนใบหน้า ช่วยให้ผิวนุ่มเนียนใส ตลอดวัน
ขนาด 50 กรัม. ขนาด 100 กรัม
แป้งป่าตอง Palgantong Theatrical Powder 30g.
แป้งฝุ่นสุดฮิต แป้งป่าตอง แป้งฝุ่นเอบางเบา มีกากเพชร บางเบา คุมความมัน ติดทนนานควบคุมความมันดีเยี่ยม ปกปิดริ้วรอย หน้าเนียนใส วิ้ง แบบสาวเกาหลี สุดๆ
แป้งป่าตองที่รู้จักและเป็นที่ยอมรับทั้งในเกาหลีและญี่ปุ่น เป็นแป้งฝุ่นเนื้อเนียนบางเบา ติดทนนาน เนื้อแป้งเป็นเนื้อ matt สีอันเดอร์โทนออกชมพู เข้าได้กับทุกสีผิว คนมีผิวที่คล้ำหน่อย ก็ไม่ต้องกลัวว่าใช้แล้วจะหน้าไม่ขาวลอยจะหน้าเนียนใส เพราะว่าเนื้อแป้งละเอียดมากจริง ๆ และแป้งสีออกโทนชมพู จึงทำให้ใช้ได้กับทุกสีผิว มีตัวกระจายแสงทำให้ใบหน้าเนียนผ่องตลอด ทั้งวัน และยังมีคุณสมบัติควบคุมความมันได้อย่างดีเยี่ยมไม่มีสารที่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง ไม่ผสมน้ำหอม ผิวแพ้ง่ายก็ใช้ได้มีพัฟอย่างดีในกระปุก
วิธีใช้ : ใช้ทาหลังลงรองพื้นหรือเบสประเภทควบคุมความมันจะยิ่งช่วยทำให้ลดความมันบนใบหน้าได้มาก และใบหน้าดูผ่องตลอดวัน
Mineral Markup เครื่องสำอางค์ทำมาจากแร่ธาตุ
วิธีใช้ MMU มันจะมารูปแบบผง อาจจะใส่ถุงซิปบ้าง , กระปุกบ้าง
เวลาใช้เราตักนิดเดียว ใส่ลงถ้วยสะอาดที่แห้ง
แล้วเราก็เอาแปรงวนๆ ในถ้วย เคาะเศษที่ติดแปรงออกคะ
เอามาปัดหน้า อันนี้เขาเรียกว่าการบัฟ ...ยิ่งปัดยิ่งผ่องคะ
Etude House Trouble Eraser 24 hour Powder แป้งฝุ่นเนื้อเดียวกับ BB Powder อันโด่งดัง แต่เพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดสิว! ใช้ได้ทั้งกลางวัน และ กลาง

แป้งฝุ่นทาหน้าเนื้อเนียน มีส่วนผสมหลักจากจมูกข้าวต้นตำรับของชาวจีน
ผสมผสานกันอย่างลงตัวกับสารสกัดจากธรรมชาติหลากหลายชนิด
จึงไม่ได้เพียงแต่ใช้ทาใบหน้าให้เกิดความสวยงามเท่านั้น แต่ยังช่วยบำรุงผิวหน้าให้ขาวใสอย่างเป็นธรรมชาติค่ะ
เนื้อแป้งเนียนละเอียดมากๆ แถมยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆของข้าวสาลีอีกด้วย
แป้งฝุ่นสมุนไพรใบชุมเห็ด Anti Acne&Oil Control Powderแป้งสิวหายและควบคุมความมัน (ไวท์เทนนิ่ง)
อาหารเสริมต้านสิว

L-Glutathione 500mg
Rice polish powder 229mg
Grean Tea Extract 50mg
French maritime pine bark extract 50mg
Ginger Extract Grape Seed Extract 100mcg
Vitamin C Vitamin B-6 90mcg
Coenzyme Q10 90mcg
Collagen 90mcg
Vitamin E 3.5IU
Bio Folic
( ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินซี , วิตามินบี 1 ,วิตามินบี 6,วิตามินบี 12 และกรดโฟลิค ) ตรา ไบโอบลาสท์
ส่วนประกอบใน 1 แคปซูล
วิตามินซี ( Vitamin C ) 60 มก.
วิตามินบี1 ( Thiamin ) 1.5 มก.
วิตามินบี6 (Vitamin B6 ) 2 มก.
วิตามินบี12 (Vitamin B12 )0.1% 2 มก.
ให้วิตามินบี12 (Vitamin B12 ) 2 มคก.
กรดโฟลิค ( Folic Acid ) 200 มคก.
ครั้งละ 1 แคปซูล พร้อมอาหาร60 แคปซูล
Chocola BB อาหารเสริมต้านสิวรักษาสิวได้อย่างดีเยี่ยมเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้มีปัญหา เรื่องสิวและผิวพรรณ ขายดีมากในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นที่นิยมมากในหมู่วัยรุ่นญี่ปุ่นหน้าหนุ่ม สาวชาวญี่ปุ่นจึงได้ขาวใสเรียบเนียนใครเป็นสิวมากหิวเห่อ ผิวหน้าไม่เรียบเนียน แนะนำตัวนี้เลยค่ะ สิวจะค่อยๆหายไป รอยแดงจากสิวก็จะค่อยๆจางหาย ผิวหน้าอันขรุขระก็จะค่อยๆเรียบเนียนขึ้นค่ะ
ส่วนประกอบ
- Riboflavin sodium phosphate (vitamin B2
- Pyridoxine hydrochloride (vitamin B6) 24mg
- Thiamine nitrate (vitamin B1 nitrate) 20mg
- Nicotinamide 40mg
- Calcium ascorbate ( Equivalent to 103 mg. Vitamin C ) 125mg
วิธีรับประทาน
ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้า และเย็น แล้วดื่มน้ำอุ่นตามมากๆเพื่อช่วย
ขนาด 60 เม็ด
ป้องกันและลดสาเหตุของการเกิดสิวที่ต้นเหตุ 30 แคปซูล
คุณสมบัติ
ป้องกันและลดสาเหตุของการเกิดสิวที่ต้นเหตุ ป้องกันการอักเสบของสิว
ใน 1 แคปซูลประกอบด้วย
วิตามิน อี 15 IU
วิตามิน ซี 60 mg
สาหร่าย ดี ชาลีน่า 20 mg
Chromium Picolinate 130 mcg
ขนาดรับประทาน : ครั้งละ 1-2 เม็ดพร้อมอาหาร

ไร้สิว ไร้รอยแผลเป็น คืนสู่ผิวเนียนใส 1 กล่อง 30 เม็ด แถม 10 เม็ด + เจลแต้มสิว
สารสกัดจากถั่วเหลือง 100 mg
แอล-ออฟติซิงค์ 75 mg
วิตามิน ซี 60 mg
วิตามิน อี 15 IU
สารสกัดจากสาหร่าย ดี ชาลีน่า 20 mg
วิตามิน บี 3 20 mg
ทองแดง คีเลต 10 mg
ซีลีเนียม คีเลต 7 mg
วิตามิน บี 1 1.5 mg
Chromium Picolinate 1.07 mg
Acna Brite แอคน่า ไบรท์ 30เม็ด
Q Marine คิวมารีน
ลดสิวอักเสบ ลดความมันบนใบหน้า ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศในร่างกาย ลดปัญหาต้นเหตุการเกิดสิวจากต้นเหตุอย่างแท้จริง
ทำให้หน้าขาวใส ไร้สิว ผิวเนียน
ส่วนประกอบสำคัญ
โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง 100 มก.
สังกะสี อะมิโน แอซิท คีเลต 75 มก.
วิตามินซี 60 มก.
แอล กลูต้าไธโอน 50 มก.**
สารสกัดจากมะเขือเทศ 50 มก.
สารสกัดจากขมิ้นชัน 50 มก.
แอล อาร์จินีน 30 มก.
สารสกัดจากเปลือกสน 30 มก.
วิตามินอี 50 % 30 มก.
เบต้า แคโรทีน 10% 30 มก.
ซิลีเนียม อะมิโน แอซิด คีเลต 7 มก.
วิตามินเอ 5 มก.
ขนาดรับประทาน วันละ 1 เม็ด ก่อนนอน

Acniclear Plus แอคนิเคลียร์ พลัส (30 แคปซูล)
- คอปเปอร์คีเลต (ให้ทองแดง 1 มก.)10 มก.
- ซิงค์ เมไธโอเนต (ให้สังกะสี 15 มก.) 30 มก.
- ซีลีเนียม เมไธโอเนต (ให้ซีลีเนียม 70 มคก.) 9.33 มก.
- แมงกานีส คีเลต (ให้แมงกานีส 1.5 มก.) 15 มก.
- โปรตีนสกัดจากถั่วเหลือง 200 มก.
- สารสกัดจากชาเขียว 65 มก.
- ไนอะซีน 10 มก.
- สารสกัดจากเมล็ดองุ่น 10 มก.
- วิตามินอี 10 มก.
- โครเมียมพิโคลีเนต (ให้โครเมียม 130 มคก.) 1.08 มก.
- เบต้าคาโรทีน 25 มก.
- คลอโรฟิลล์ 10 มก.
- วิตามิน เอ (ให้วิตามิน เอ 399 IU) 1.08 มก.
- สารสกัดจากมะเขือเทศ 70 มก.
ขนาดรับประทาน : วันละ 1-2 เม็ดพร้อมอาหาร
สิว เป็นการอักเสบของระบบต่อมไขมัน (sebaceous) ในรูขุมขน ปกติไขมันที่สร้างจากต่อมไขมันจะออกมาตามเส้นขน หากมีการอุดตันของทางเดินก็จะทำให้เกิด สิว สิว มีหลายชนิดที่พบบ่อยๆได้แก่ สิว ธรรมดาหรือที่เรียกว่า Acne vulgalis สิวหัวดำ สิวที่มีการอักเสบเป็นหนอง บางรายมีตุ่มหนองด้วย สิว มีหลายประเภทอย่าง
ปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้แก่
- มีการเปลี่ยนแปลงของรากผม รากผมเจริญเร็วเซลล์มีการแบ่งตัวเร็ว และมีเซลล์ที่ตายมาก จึงเกิดการอุดตันของต่อมไขมัน
- แบททีเรียโดยเฉพาะชื่อ Propionibacterium acne จะทำให้เกิดการอักเสบของ สิว
- กรรมพันธ์
- การทำงานของต่อมไขมัน หากที่ใดที่มันและร่วมกับการดูแลรักษาความสะอาดไม่ทั่วถึงก็ทำให้เกิด สิว
- อาหารโดยทั่วไปไม่มีผลต่อการเกิดสิว แต่ก็มีความเชื่อกันว่าการรับประทานอาหารที่มัน หรือหวานจะเกิด สิว ได้ง่าย
- อากาศ ขึ้นกับแต่ละคนบางคนเป็นมากในฤดูหนาว บางคนฤดูร้อน
- อารมณ์ คนที่อารมณ์ดีจะเกิดสิวน้อยกว่าคนที่อารมณ์เสีย
- ผิวมันก็อาจจะใช้สบู่ที่มีความเป็นด่างมากขึ้นได้ หรืออาจจะใช้สบู่ที่มีด่างอ่อนแต่ล้างหน้าบ่อยขึ้น
- ครีมบำรุงผิวก็ต้องเลือกใหถูกกับผิวหน้า คนที่ผิวแห้งไม่ควรใช้เครื่องสำอางที่มีแอลกอฮอร์เป็นส่วนประกอบ คนที่ผิวมันก็หลีกเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีไขมันสูง
- การระคายผิว เช่นการล้างหน้าที่มีการถูมาก หรือการบีบสิว
ยาบางชนิดทำให้เกิดสิวเพิ่มขึ้น เช่น INH Iodides Bromide Steroid Testosterone Gonadotropine Anabolic steroid ยาคุมกำเนิด
วิธีป้องกัน
วิธีป้องกันง่ายๆ คือ การกำจัดปัจจัยที่ก่อให้เกิด สิว ไม่ให้มันกำเริบ โดยมีข้อแนะนำต่างๆ ดังนี้
1. นอนหลับให้เพียงพอ - การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย
2. อารมณ์ขัน - อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
3. กินอาหารจำพวกผัก - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
4. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิด สิว
5. ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
6. ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
7. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
8. นอนหลับให้เพียงพอ - การนอนหลับไม่เพียงพอ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดสิวเช่นกัน เนื่องจากร่างกายเราอ่อนแอและเพลีย
9. อารมณ์ขัน - อารมณ์ขัน ทำให้เรามีความสุข ปราศจากความเครียด ซึ่งความเครียดเป็นสาเหตุของสิว
10. กินอาหารจำพวกผัก - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
11. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
12. ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
13. ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
14. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
15. ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
16. กินอาหารจำพวกผัก - การที่เรากินอาหารจำพวกผัก จะทำให้เราสามารถล้างพิษออกจากร่างกายได้ และยังมีวิตามินต่างๆ ซึ่งยังช่วยทำให้เราร่างกายแข็งแรงอีกด้วย
17. กินอาการที่มีไขมันสูงแต่พอดี - หากเราเกิดอาหารไขมันสูงมากๆ เข้า จะทำให้มีไขมันอยู่ในร่างกาย ซึ่งเป็นสาเหตุอีกประการของการเกิดสิว
18. ล้างหน้าให้สะอาด - การล้างหน้าให้สะอาดทำให้ใบหน้าของเราไม่สกปรก เป็นอีกหนึ่งวิธีป้องกัน แต่ควรระวัง ไม่ควรล้างหน้าบ่อย เพราะจะทำให้หน้าของเราเสียสมดุล การล้างหน้า ควรล้างเพียง 2 ครั้ง เช้าเย็น ยกเว้น ช่วงที่เสร็จจากกีฬา, ออกกำลังกาย หรือ ช่วงที่คิดว่าหน้าเราสกปรกมากจริง ๆ สามารถล้างหน้าได้ตามต้องการ
19. ใช้กระดาษซับหน้ามัน - หากหน้าเรามันมากๆ ลองเปลี่ยนมาใช้กระดาษซับหน้ามันแทน เป็นวิธีช่วยอีกทางหนึ่ง ควรซับแต่พอดี ไม่ควรซับทั้งวันจะดูไม่ดีและเสียนิสัย
20. หลีกเลี่ยงการจับหัวสิว ยุ่งกับผิวให้น้อยที่สุด - เพราะฝ่ามือของเรามีทั้งความสกปรก และ แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดสิว
21. ใช้หลังฝ่ามือลูบแทน - หลังฝ่ามือเป็นบริเวณที่เราไม่ยุ่งเกี่ยวมากที่สุด จึงเป็นบริเวณที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นแล้วการใช้หลังฝ่ามือลูบคลำเล็ก ๆ น้อยๆ ถือว่าไม่ทำให้สกปรกมากนัก แต่เราควรล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ
สิวอักเสบ
สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ต่อมไขมันทำหน้าที่ผลิตน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง น้ำมันผ่านออกสู่ผิวหนังด้านบนโดยอาศัยรูขุมขนเป็นทางผ่าน เมื่อเซลล์ผิวหนังตายแต่ยังไม่หลุดจากผิวหนังจนมีการทับถมเป็นชั้นหนาจนทำให้ปิดกั้นรูขุมขน น้ำมันไม่สามารถระบายออกมาได้ น้ำมันจึงรวมตัวเป็นก้อนคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง และเมื่อเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า P.acne จะทำให้สิวเกิดการอักเสบขึ้น
ลักษณะที่พบของสิวอักเสบ เป็นตุ่มนูนแดง เจ็บ และอาจเห็นหัวหนองได้ ถ้าสิวอักเสบมีขนาดใหญ่และอยู่ลึก หลังสิวหายมักเกิดแผลเป็น
1. ยาที่มีส่วนผสมของยาสมานผิวและยาฆ่าเชื้ออ่อน ๆ ที่ใช้กันมาก ได้ผลดีคือ White lotion ซึ่งทำมาจาก ZnSO4 กับ Sulferated potash ทำปฏิกิริยากันได้ sulfer ออกมาซึ่งเป็นรูปที่ออกฤทธิ์ในการกำจัดสิว ควรใช้แต้มสิวในกรณีสิวอักเสบ สิวหัวหนอง
ชื่อการค้า - Neomedrol® acne lotion ทาวันละ 2 ครั้ง
ข้อควรระวัง เนื่องจากยานี้ส่วนผสมของสเตียรอยด์อยู่ด้วย จึงไม่ควรใช้นานเกินไป พออาการดีขึ้นค่อย ๆ ลดยาลง และระวังการใช้ยาในสตรีมีครรภ์
2. ยาแต้มสิวที่มียาปฏิชีวนะเป็นองค์ประกอบ ใช้แต้มสิวทั่วไป สิวที่เกิดบนใบหน้าของหนุ่มสาวหรือเรียก Acne vulgaris สิวหัวช้าง ยาทาออกฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย โดยไปลดการสร้างเอนไซม์ไลเปสจากเชื้อมากกว่าไปยับยั้งการเจริญของเชื้อ จึงเหมาะที่จะใช้กับสิวที่อักเสบระดับอ่อน ๆ ถึงปานกลาง ส่วนระดับรุนแรงชนิดสิวอักเสบเม็ดใหญ่ ควรใช้ยาทาที่เป็นตัวช่วยร่วมกับสารอื่น แต่ไม่ใช้ในสิวชนิดที่ไม่อักเสบ เพราะไม่มีฤทธิ์สลายโคมิโดน ยากลุ่มนี้ได้แก่
- Clindamycin solution(1%)
ชื่อการค้า Clinda-M® lotion ทาสิววันละ 2 ครั้ง
- Erythromycin solution (2%)
ชื่อการค้า Stiemycin® ทาสิววันละ 2 ครั้ง
จากข้อมูลของยาทาสิวที่กล่าวมา พอจะสรุปได้ว่า ในกรณีที่เป็นสิวที่อักเสบระดับอ่อน ๆ ถึงปานกลางอาจเลือกใช้ยาแต้มสิวที่มียาปฏิชีวนะเป็นองค์ประกอบ ในกรณีเป็นพวกสิวเสี้ยน สิวหัวดำ สิวหัวหนองก็อาจเลือกใช้ยาทากลุ่มสลายเคอราตินหรือสลายโคมิโดนแต่การเลือกใช้ยากลุ่มนี้ก็มีอาการข้างเคียงมากเช่นกัน แต่หากภายหลังใช้ยาทาไปแล้วประมาณ 1 เดือนยังไม่ดีขึ้น ยังมีการอักเสบของสิวอยู่ อาจเลือกใช้ยารับประทานรักษาสิวกลุ่มยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น Tetracyclin, Doxycyclin แต่ถ้าเป็นมากๆ หรือแพ้ Tetracyclin ให้เปลี่ยนมาใช้ Erythromycin หรือ Clotrimazole แทน ควรใช้ 15-30 วัน ถ้าอาการดีขึ้นให้ค่อย ๆ ลดขนาดยาลง นอกจากยารับประทานแก้สิวที่กล่าวมาแล้ว ยังมียารับประทานแก้สิวอีกตัว ที่มีฤทธิ์แรงและได้ผลดี ซึ่งจำกัดให้แพทย์เป็นผู้จ่ายเท่านั้น ได้แก่ กรดวิตามินเอชนิดรับประทาน คือ Isotretinoin มักจะจ่ายในคนที่เป็นสิวอาการรุนแรง สิวอักเสบเม็ดใหญ่ สิวหัวช้าง ซึ่งไม่ตอบสนองต่อการรักษาสิว แต่ยาตัวนี้มีอาการข้างเคียงที่ค่อนข้างมากและอันตราย
สิวอุดตัน
สิวเกิดจากการอุดตันของต่อมไขมัน ต่อมไขมันทำหน้าที่ผลิตน้ำมันเพื่อให้ความชุ่มชื้นกับผิวหนัง น้ำมันผ่านออกสู่ผิวหนังด้านบนโดยอาศัยรูขุมขนเป็นทางผ่าน เมื่อเซลล์ผิวหนังตายแต่ยังไม่หลุดจากผิวหนังจนมีการทับถมเป็นชั้นหนาทำให้ปิดกั้นรูขุมขน น้ำมันที่ไม่สามารถระบายออกมาได้จึงรวมตัวเป็นก้อนคั่งอยู่ใต้ผิวหนัง อีกส่วนหนึ่งคือการที่ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ ผลิตน้ำมันออกมามากจนไม่สามารถระบายออกได้ทันก็ทำให้เกิดการคั่งค้างอยู่ในท่อระบาย เราจึงเห็นเป็นตุ่มนูนเล็กๆที่ผิวหนัง สีเดียวกับผิวเรา เรียกว่าสิวหัวปิด หรือสิวหัวขาว ส่วนสิวอุดตันหัวเปิดหรือสิวหัวดำ จะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนเล็กมีจุดดำตรงกลาง
สาเหตุที่ต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ มาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ในช่วงวัยรุ่น หรือ ภาวะตั้งครรภ์ รอบเดือน หรือการใช้ยาบางชนิด นอกจากนี้ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอก็ทำให้ต่อมไขมันทำงานผิดปกติ
วิธีรักษาสิวอุดตัน
1. ครีมทาสิวอุดตัน กลุ่ม Tretinoin( Retin-A) เป็นยาที่เหมาะสมและใช้กันแพร่หลาย มีความเข้มข้นแตกต่างกัน ตั้งแต่ 0.025-0.1 % อาจอยู่ในรูปของครีม เจล หรือน้ำ โดยพบว่ายิ่งความเข้มข้นสูง ยิ่งละลายสิวอุดตันได้ดี แต่ก็จะระคายเคืองผิวหน้า และทำให้ผิวหน้าแห้งเป็นขุย ถ้าความเข้มข้นสูง แต่การละลายเคืองอาจน้อยลง ถ้าล้างหน้าก่อนทายา 10-15 นาที
2. ยารับประทานกลุ่ม retinoids เช่น Roaccutane,Isotretionoin ช่วยลดปัญหาผิวมัน และละลายสิวอุดตันได้ดี ทั้งที่ใบหน้าและสิวตามลำตัว
3. ยาลอกขุย (Keratolytic agents) และยาทำให้ผิวแห้ง เช่น Salicylic acid ,Resorcinol,
4. การกดสิวอุดตัน มักจะทำได้เฉพาะกลุ่มสิวอุดตันหัวเปิด (สิวหัวดำ) เพราะจะหลุดออกได้ง่าย และควรทำโดยผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น เพื่อป้องกันการเกิดแผลเป็นภายหลัง
5. การทำ Peeling ด้วย 30-50% TCA,PHA จะช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง ผนังสิวบางลง ทำให้สิวอุดตันฝ่อตัว และหลุดออกได้ง่าย
6. การทำ Iontophresis มักใช้ร่วมกับยากลุ่ม Tretionoin เพื่อช่วยผลักยาให้ซึมลงลึกไปละลายสิวอุดตันได้ดีกว่า การทายาปกติ
7. การกรอผิวด้วยเกร็ดอัญมณี ( Microdermabrasion) พบว่าทำให้หัวสิวอุดตันหลุดออกได้ง่าย ทำให้หัวสิวเปิดออกเพื่อกดออกภายหลังได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ผิวหน้าแห้งลง และสีผิวขาวขึ้น เรียบเนียนขึ้นได้ด้วย
สิวผด
ลักษณะที่พบเป็นเม็ดเล็กๆคล้ายผด มักขึ้นบริเวณหน้าผาก จะเห็นชัดในช่วงบ่ายๆของวัน แต่ในช่วงเช้าจะยุบตัวลง ทำให้เห็นไม่ชัดเจน อาจมีสีแดงและมีอาการคันได้ ไม่มีหัวให้กดออกซึ่งต่างจากสิวทั่วไปที่สามารถกดออกได้
ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดสิวผด ได้แก่ อากาศร้อน เช็ดถูทำความสะอาดหน้าบ่อย แสงแดด เครื่องสำอาง และเชื้อรา
วิธีรักษาสิวผด
สามารถใช้ยาทาในกลุ่ม Benzoyl peroxide และทายากรดวิตามินเอ (Tretinoin) แต่ข้อเสียของยาทั้ง
สองชนิดนี้คือ เกิดการระคายเคืองง่าย อาจทำให้นางแดงเห่อได้ แต่คนที่ไม่แพ้ก็สามารถใช้ยาสองตัวนี้ได้ซึ่งการทายา Benzoyl peroxide ควรเริ่มทาจากความเข้มข้นต่ำ คือจาก 2.5% โดยทาทิ้งไว้ประมาณ 5-20 นาที แล้วล้างออก วันละ 1-2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับผิวหน้าแต่ละคนด้วย ถ้าไม่มีปัญหาอะไรค่อยเพิ่มความเข้มข้นของยาเป็น 5%ส่วนยาทากรด ให้เริ่มทายาจากความเข้มข้นต่ำ คือ 0.0125% หรือ 0.025% ก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มความเข้มข้นเป็น 0.05% และต้องทาก่อนนอนเท่านั้น ไม่ควรทาในเวลากลางวันเพราะอาจเกิดอาการแพ้แดดได้แต่สำหรับคนที่ไม่สามารถใช้ยาประเภท Benzoyl peroxide ให้เลี่ยงไปใช้ยารักษาตัวอื่นที่ไม่ระคายเคือง เช่น ครีมหรือแป้งน้ำรักษาสิวที่มีส่วนผสมของ Resorcinolยารักษาสิวผดที่นิยมมี 2 ตัว คือ ครีมที่มีส่วนผสมของ Selenium sulfide และ Ketoconazole cream โดยมากนิยมใช้ Selenium sulfide ทาทิ้งไว้แล้วล้างออก วันละ 2 ครั้ง และทา Ketoconazole cream ก่อนนอนสำหรับคนที่มีเม็ดสิวผดเป็นจำนวนมาก อาจรับประทาน Ketconazole ร่วมด้วย แต่โดยมากมักไม่จำเป็นถึงขนาดต้องรับประทานยานอกจากการทายารักษาแล้ว ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดสิวผดมากขึ้น ได้แก่ ความเครียด นอนดึก และแสงแดด
สิวเสี้ยน
สิวเสี้ยนมีลักษณะคล้ายสิวอุดตันแต่จะมีจุดดำหรือหนามแหลมยื่นออกมา พบบ่อยบริเวณจมูก และหน้าผาก
สิวเสี้ยนเกิดจากความผิดปกติที่ต่อมขน ต่อมขนทำงานมากกว่าปกติสร้างเส้นขนออกมามากกว่าหนึ่งเส้น เซลล์เส้นขนที่เกินมาจะหลุดมารวมตัวกับไขมันที่อุดตันอยู่ในท่อรูขุมขน ทำให้เราเห็นสิวเสี้ยนมีหนามแหลมสีดำอยู่ด้านบน
วิธีรักษาสิวเสี้ยน
1. กรดวิตามินเอ ที่มีบทบาทมากในการรักษาสิวเสี้ยน คือ ซึ่งมีคุณสมบัติในการเข้าไปละลายการอุดตันของต่อมไขมัน มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียสิว P.acne จึงป้องกันและทำให้สิวเสี้ยนหลุดออกได้ง่าย อาจจะใช้ในรูปของยาทา หรือทำไอออนโตด้วยกรดวิตามินเอ แต่มีข้อควรระวังก็คือ เนื่องจาก กรดวิตามินเอ มีการระคายเคืองได้ง่าย จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ผิวแห้ง ผิวลอก หน้าแดงได้ จึงควรทากรดวิตามินเอเฉพาะบริเวณจมูก หน้าผาก หรือคางที่มีสิวเสี้ยน แล้วทิ้งไว้ ๕-๑๐ นาที หรืออาจทิ้งไว้นานกว่านี้ได้ถ้าไม่มีอาการดังกล่าว บางครั้งอาจจะผสม ไลโบโซม ซึ่งลดการระคายเคืองของกรดวิตามินเอ ทำให้สามารถทาทิ้งไว้ทั้งคืนได้ สะดวกในการใช้มากขึ้น
2. Chemical Peeling: เป็นแนวทางการรักษาอีกวิธีหนึ่งกรณีที่กรดวิตามินเอไม่สามารถทำให้หลุดได้หมด โดยใช้สารเคมีพิเศษ เช่น TCA, AHA, BHA เพื่อลอกผิวหน้า เปิดรูขุมขนหรือรูสิวเสี้ยน เพื่อง่ายต่อการกดออก หรือดึงออกด้วยครีมคีบสิวเสี้ยน
3. Scottape technique: โดยอาจจะอยู่ในรูปของแผ่นแปะจมูกที่เคลือบสารที่ทำให้ติดแน่น แปะที่จมูกและทิ้งไว้ระยะหนึ่ง แล้วค่อยดึงออก หรือ ใช้สาร Cyanoacrylate polymer glue ซึ่งมีคุณสมบัติในการติดแน่น คล้ายคลึงกับกาวตราช้าง (ซึ่งมีส่วนประกอบของสารคล้ายคลึงกัน) ใช้ทาบน slide แล้วนำไปวางบริเวณสิวเสี้ยน แล้วดึงออก สิวเสี้ยนจะหลุดติดออกมา แต่ก็มีข้อจำกัด คืออาจจะทำให้แพ้สารเคมีนี้ได้ และกำจัดสิวเสี้ยนได้ไม่หมด และไม่สามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้ทุกที่
4. การกำจัดสิวเสี้ยนด้วย Laser ได้มีรายงานการวิจัยขอ นพ. วรพงษ์ มนัสเกียรติและคณะจากรพ.ศิริราช ในการประชุมประจำปีของสมาคมแพทย์โรคผิวหนังในปี ๒๕๔๕ ถึงการทำการรักษาคนไข้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยนจำนวน ๑๓ คน โดยใช้ ๘๐๐ NM Pulse Diode Laser พบว่าหลังทำจุดดำๆ จากสิวเสี้ยนลดลงได้มากกว่า ๕๐% และเมื่อทำหลายๆ ครั้งสามารถกำจัดสิวเสี้ยนได้เกือบหมด แต่ไม่ช่วยในเรื่องรูขุมขนที่กว้าง ที่อาจจะทำให้เกิดสิวเสี้ยนได้อีก มีผลข้างเคียงหลังทำเพียง รอยแดงบริเวณรูขุมขนหลังทำ ๒-๓ วันก็หายดี
5. การกำจัดสิวเสี้ยนด้วยเครื่อง IPL (intense pulse light) โดยอาศัยหลักการที่สิวเสี้ยน คือ กระจุกขนที่อัดแน่นบริเวณรูขุมขน ดังนั้นการ apply การกำจัดขนด้วยเครื่อง IPL จึงสามารถทำให้ขนที่คุดคู้นี้หลุดลอกออกได้ โดยเมื่อทำควบคู่กับการทำ peeling และการทาครีมลอกสิวเสี้ยนที่ผสมวิตามินเอ และช่วยป้องกันการเกิดเซลล์ขนใหม่ในบริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้เขียนเอง ได้ผลดีมาก ไม่พบผลข้างเคียง และสามารถทำได้ทุกจุดของร่างกาย
6. หรือน้องๆ อาจจะลองวิธีง่ายๆ ก็ได้ค่ะ ใช้ไข่ขาวอย่างเดียวมาทาตรงบริเวณที่เป็นและใช้กระดาษทิชชูปิดทับไว้จนกว่าจะแห้งแล้วลอกออกโดยการดึงย้อนขึ้นก็จะมีสิวเสี้ยนหลุดออกค่ะ
รอยแดงดำจากสิว
Review จากคนเป็นสิว
ยาทาก่อนล้างหน้า

- เป็นสบู่ล้างหน้าทำความสะอาดผิวหน้ามัน และลดโอกาสการเป็นสิว
- ส่วนผสม Sulphonated surfactant blend, Sodium palmate, Sodium cocoate, Tetrasodium EDTA - ปริมาณสุทธิ 50 gm

Disodiym Lauryl Ether Sulfosuccinate ,Sodium Lauryl Sarcosinate
การดูแลผิวที่อ่อนโยน : Acne-Aid Gentle Cleanser เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวพรรณเป็นพิเศษ เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า ที่ชำระล้างสิ่งสกปรก แต่ไม่ชำระล้างไขมันบนผิวและสารบำรุงตามธรรมชาติออกจากใบหน้า
Neutral pH to normal and combination skin types
- โดยธรรมชาติผิวพรรณจะถูกปกป้องด้วยไขผิวและเหงื่อรวมถึงโปรตีนที่เป็นส่วนหนึ่งของชั้นผิวชั้นบน สารต่างๆเหล่านี้ทำให้ผิวมีสภาพความเป็นกรดตามธรรมชาติ (ค่า pH 4.5 – 6.5 ) ซึ่งเป็นสภาพที่ดีที่สุดของผิว
- ถ้าสภาพความเป็นกรดของผิวเปลี่ยนแปลงจะทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง เกิดการติดเชื้อได้ง่าย

- เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับผิวหน้ามัน และผิวผสม
- ทำความสะอาดผิวหน้าล้ำลึก อ่อนโยนต่อผิวมัน และผิวผสม โดยไม่ทำให้ผิวแห้งจนเกินไป รักษาระดับ pH ของผิวอย่างเหมาะสม (ความเป็นกรดอ่อน)
- สามารถใช้ร่วมกับยารักษาสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ส่วนผสม Sulphonated oil, Disodium lauryl Ether Sulfosuccunate, Sodium lauroyl Sarcosinate
- Dermatologist tested รับรองโดย AMA laboratories ,USA
- ปริมาณสุทธิ 100 ml
กลไกการชำระความมันบนใบหน้าของ Anne-Aid liquid cleanser โดยธรรมชาติแล้วน้ำย่อมไม่สามารถละลายน้ำมันหรือไขมัน น้ำธรรมดาจึงไม่สามารถชำระไขมันบนใบหน้าได้หมดจด ส่วนประกอบใน ACne-Aid liquid cleanser จะละลายไขมันบนใบหน้าออกเป็นหยดเล็กๆ ซึ่งหยดไขมันเหล่านี้ จะถูกชะล้างออกได้ง่ายโดยใช้น้ำ Anne-Aid liquid cleanser จึงสามารถชะล้างไขมันบนใบหน้าได้ดีกว่าสบู่ธรรมดาและโฟมล้างหน้าทั่วไป
วิธีใช้ = ชโลมบนผิวที่เปียก นวดเป็นวงกลมแล้วล้างออกด้วยน้ำ สำหรับผิวบอกบางให้เช็ดออกด้วยสำลีหรือกระดาษเช็ดหน้านุ่มๆ
ส่วนผสม = Sodium cocoyl isethionate
Differin เป็นชื่อการค้าของ Adapalene 0.1% ใช้ทารักษาสิวอุดตัน สิวอักเสบ ในระยะที่เป็นน้อยถึงปานกลางโดย Adapalene เป็นอนุพันธ์ของ Napthoic acid ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยากลุ่ม Retioniods โดยมีฤทธิ์ในการควบคุม เซลล์ Keratinocyte ในการปรับขบวนการแบ่งเซลล์ของผิวหนัง และมีฤทธิ์ต้านการแบ่งเซลล์ ทำให้ลดการอักเสบของสิวได้ด้วย โดยจะมีความเฉพาะเจาะจงกับ Receptor ในผิวหนังชั้นบน
Adapalene เป็นยาที่ละลายน้ำได้น้อยมาก การเตรียมยาจึงเป็นการนำให้แขวนเป็นผลึกเล็กๆ ในเจล (aqueous gel) ซึ่งมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก ในความเข้มข้น 0.1 % ทำให้เนื้อครีมเป็นเจล ซึ่งทำให้มีข้อดีคือ ปราศจากส่วนประกอบของแอลกอฮอล์ และไขมันที่ทำให้เกิดสิวอุดตันและด้วยการมีผลึกเล็กๆ( microcrystal) ทำให้ยาแทรกซึมลึกเข้าผิวหนัง และละลายในต่อมไขมันที่ทำให้เกิดสิวอุดตันได้ดี ซึ่งต่างจาก Retin-A (Tretinoin gel) ที่มีแอลกอฮอล์เป็นองค์ประกอบจึงทำให้การใช้ Retin-A เกิดอาการระคายเคืองผิวได้มากกว่า Differin
ซึ่งมีวิธีการใช้ ข้อควรระวังและอาการไม่พึงประสงค์ คล้ายกับ Retin-A คือ
วิธีการใช้ - ควรทายาบางๆ วันละ 1 ครั้งก่อนนอน หลังการล้างหน้า
ข้อควรระวัง - หลีกเลี่ยงการทาบริเวณดวงตา ริมฝีปาก จมูก และ บริเวณเยื่อบุผิว (mucous membrane) เมื่อทายาแล้วควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดด รวมทั้งแสงจากหลอดไฟ
แต่จากการศึกษาพบว่า Adapalene มีความคงตัวต่อแสงแดด ไม่สลายง่ายเหมือน Tretinoin แต่ก็ยังแนะนำให้หลีกเลี่ยงแดดเช่นกัน
Clindamycinได้มีการใช้ยา Clindamycin ใช้ในการรักษาสิวอักเสบ มันทำงานโดยการกำจัดโปรตีนที่เป็นอาหารของแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียตายและไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้ สามารถลดการติดเชื้อที่เกิดจากสิว โดยเวลาทาให้ทาบริเวณที่เป็นสิวอักเสบและข้างเคียงที่เป็นเพื่อป้องกันการลามของเชื้อแบคทีเรีย ถ้าจะให้ได้ผลดีควรใช้คู่กับยารักษาตัวอื่นเช่น Benzoyl peroxide หรือยากิน เพราะ Clindamycin จะทำหน้าที่ในการรักษาเฉพาะสิวอักเสบอย่างเดียว ไม่ต้องช่วยป้องกันให้สิวไม่เกิดขึ้นใหม่ ที่รู้จักกันดีและเป็นที่นิยมก็ Clinda-m

นวัตกรรมใหม่ของเจลลดรอยแผลเป็น ประกอบไปด้วย สารสกัดบริสุทธิ์จากธรรมชาติ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษช่วยลดรอยแผลเป็นในลักษณะต่าง ๆ สามารถใช้ได้ทั้งแผลเป็นที่เกิดจากสิว แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกและแผลผ่าตัด ทำให้รอยแผลนุ่มนวล เรียบเนียนขึ้น แลดูจางลง
1. ใช้บำรุงผิวที่มีปัญหาจากรอยแผลเป็นเช่น คีลอยด์ แผลเป็นหลังผ่าตัด ช่วยให้แผลเป็นนุ่มขึ้น
2. ช่วยให้รอยคล้ำจากแผลเป็นจางลง และช่วยทำให้แผลเรียบเนียน
3. ช่วยป้องกันการเกิดแผลเป็นที่มีลักษณะนูนแดงในบาดแผลที่หายใหม่ และป้องกันการเกิดแผลเป็นจากสาเหตุต่าง ๆ เช่น แผลจากการผ่าตัด จากอุบัติเหตุ แผลไฟไฟม้ น้ำร้อนลวก แผลเป็นจากสิว อีสุกอีใส รวมทั้งแผลเป็นที่เป็นรอยนูนและคีลอยด์
4. ช่วยทำให้แผลเนียนนุ่ม รอยแผลเป็นดูจางลง
5. ตัวยาทำจากสารสกัดสมุนไพรธรรมชาติ 5 ชนิด
ส่วนประกอบสำคัญสกัดจากพืชธรรมชาติ Blended Botanical Ingredients
Allium Cepa 12% สารสกัดบริสุทธิ์จากหัวหอม ช่วยยับยั้งการอักเสบของผิวหนังและยับยั้งการเจริญเติบโตของรอยแผลเป็น อีกทั้งช่วยทำให้รอยแผลเป็นที่แข็ง นุ่มขึ้น ลดขนาดและรอยแดง ซึ่งเกิดจากแผลเป็นให้เล็กลง
Centella Asiatica 10% ช่วยทำให้รอยแผลเป็นเรียบเนียนแลดูอ่อนเยาว์
Tamarind and mixed fruit extracts สารสกัดจากมะขามและผลไม้นานาชนิด ช่วยในการผลัดเซลล์ผิว ทำให้เซลล์ผิวหนังที่เกิดใหม่แข็งแรงขึ้น
Paper Mulberry Extract สารสกัดบริสุทธิ์จากต้นปอสา ช่วยทำให้สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ
Aloe vera Extract สารสกัดจากว่านหางจระเข้ ยับยั้งการระคายเคืองของผิวหนัง และคืนความชุ่มชื่นสู่ผิว
Allantion ช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม และกระตุ้นการเกิดเซลล์ผิวใหม่
Vitamin E วิตามิน อี ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรง ผิวสวยสดใสขึ้น
Nanohydroxyprolisilane CN ทำให้รอยแผลเป็นดูจางลงและเรียบเนียนขึ้น นักวิจัยค้นพบว่า ซิลิโคนนั้นช่วยในการปรับและจัดเรียงเซลล์ผิวให้เกิดความสมดุล และ ก่อให้เกิดความชุ่มชื้นทำให้รอยแผลเป็นจางลง
วิธีใช้
ทาบริเวณรอยแผลเป็น นวดเบา ๆ จนกระทั่งเจลซึมซาบเข้าสู่ผิว วันละ 3- 4ครั้ง
* สำหรับรอยแผลเป็นเก่าและมีลักษณะนูนแข็ง ให้นวดแรง ๆ ประมาณ 2-3 นาที ใช้ติดต่อกันประมาณ 4-6เดือน

* สำหรับรอยแผลเป็นใหม่ ให้ทาบริเวณบาดแผลที่ปิดสนิทแล้ว หรือ 7-10 วัน หลังเกิดแผล โดยใช้ติดต่อกันประมาณ 4-6 สัปดาห์
นอกจาก DNA จากปลาตระกูลแซลมอนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญใน Activa Condolisa แล้วยังมีส่วนประกอบที่ช่วยทำให้ร่องรอยลดเลือนได้ดียิ่งขึ้นด้วยไคโตซานสารสกัดจากเปลือกสัตว์ทะเล เพื่อป้องกันการอักเสบ อโลเวร่า ที่ทำให้เกิดความชุ่มชื้นขึ้น ทำให้ร่องรอยที่แข็งนุ่มลงและไซโตไบออล ไอริส เอ ที่จะช่วยฆ่าเชื้อโรค และเพิ่มจำนวนเซลล์อาจเป็นการยากที่จะหลีกเลี่ยงการเกิดร่องรอย แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกแล้ว ที่จะลดเลือนร่องรอยจากผิวของคุณด้วย Activa Condolisa
-รอยแดง - ดำจากสิวจางเร็วขึ้น เนื่องจาก Mandelic Acid เป็นหนึ่งใน Tyrosinase inhibitor ซึ่งมีประสิทธิภาพในการตัดการทำงานของเอนไซม์ Tyrosinase ที่ต้นตอที่ทำให้เกิดรอยดำ รวมทั้งฝ้า กระ(สำหรับคนที่ต้องการให้รอยแดง-ดำจากสิวจางเร็วขึ้นควรพยายามหลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดเพราะแดดจะกระตุ้นให้การสร้างเม็ดสีเพิ่มมากขึ้น)
-มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว ซึ่ง Mandelic Acid 30% จะเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าตัว 10% ถึง 3 เท่า
-เพิ่มประสิทธิภาพในการผลัดเซลล์ผิวเร็วขึ้น ช่วยให้หน้าขาวใส รอยแดง-ดำจางเร็วขึ้นจากการผลัดเซลล์ผิวออกไป(รอยแดง-ดำจากสิวคือผลจากการที่ผิวถูกรบกวนจากสิว ทำให้กิดการผลิตเมลานินบริเวณนั้นมากขึ้นกว่าปกติ แต่สามารถผลัดออกไปได้ด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว) ลดการอุดตันรูขุมขน ทำให้ลดการเกิดสิวได้มากขึ้น
โลชั่นเนื้อบางเบาสำหรับผิวที่มีจุดด่างดำรวมถึงฝ้า กระ หรือสีผิวที่แลดูไม่สม่ำเสมอ ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวที่แลดูขาวกระจ่างใส ด้วยสารประกอบซึ่งทรงประสิทธิภาพด้วยสารอนุพันธ์วิตามินซี (Vitamin C Derivative) ที่ช่วยเสริมการทำงานของกระบวนการการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวตามธรรมชาติ ด้วยค่า pH ที่ใกล้เคียงกับสภาพผิว พร้อมเทคโนโลยีที่ช่วยให้เนื้อผลิตภัณฑ์ซึมซาบสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดด เอสพีเอฟ 15/พีเอ++ ช่วยลดเลือนจุดด่างดำและฝ้ากระได้ทันที ด้วยส่วนผสมของไทเทเนียมไดออกไซด์Blemish Control












